ยังคิดถึงน้องชมพู่! ‘ลุงพล-ป้าแต๋น’ ลั่น พร้อมสู้จนถึงที่สุด ยอมรับรู้สึกเป็นแพะรับบาป 

30.10.23 | 15:08 น.

ยังคิดถึงน้องชมพู่! ‘ลุงพล-ป้าแต๋น’ ลั่น พร้อมสู้จนถึงที่สุด ยอมรับรู้สึกเป็นแพะรับบาป 


เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ “วังปู่ปาริจิต” อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ซึ่งเป็นที่อยู่ใหม่ของนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล ลุงน้องชมพู่ และนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น ป้าของน้องชมพู่ ให้สัมภาษณ์หลังจากที่ 31 ตุลาคม นี้ ศาลจังหวัดมุกดาหารมีนัดอ่านคำพิพากษาคดี “น้องชมพู่” เด็กอายุ 3 ขวบ หายไปจากบ้านกกกอก จ.มุกดาหาร จนสุดท้ายพบเป็นศพเปลือยอยู่บนยอดภูเหล็กไฟ

นายไชย์พลกล่าวว่า ตนยังคงตอบเหมือนเดิมคือรอวันที่ 31 ตุลาคม ในการที่จะเข้าไปฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งยอมรับว่า ตอนแรกที่ตกเป็นผู้ต้องหา ตนก็กังวลใจเพราะยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการในการพิจารณาคดี แต่เมื่อได้เข้าสืบพยานทุกปากเสร็จสิ้นก็สบายใจ เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม

นายไชย์พลกล่าวว่า โดย 3 ปีที่ผ่านมาชีวิตของตนเปลี่ยนไปมาก จากชาวบ้านธรรมดาเป็นเซเลบที่มีคนติดตามชีวิตตนเองและป้าแต๋นตลอดเวลา เพื่อให้คนเห็นว่าชีวิตลุงกับป้าเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม โดยยอมรับว่ามีบางช่วงที่คิดถึงน้องชมพู่ เพราะก็เคยดูแลมาตลอด ถึงแม้จะจากไปแล้วก็ยังเป็นลูกหลาน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูล

Advertisement

“ที่ผ่านมา ยอมรับว่าผมรู้สึกว่าเป็นแพะรับบาปในคดีนี้ แต่กระบวนการยุติธรรมจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าตัวเองผิดจริงหรือไม่ ซึ่งผมมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าวันที่น้องชมพู่หายตัวไป ผมไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน ที่ผ่านมาเราใช้เงินในการต่อสู้คดีนี้จำนวนมาก ซึ่งหากคำสั่งศาลออกมาเป็นแบบใด เราทั้งสองก็จะสู้ให้ถึงที่สุด และเชื่อว่าไม่ว่าจะออกในแนวทางไหน คดีนี้น่าจะต้องสู้ในถึง 3 ศาล โดยหากพิสูจน์ว่าผมและป้าแต๋นไม่ผิด ก็จะปรึกษาทีมทนายว่าจะดำเนินการอย่างไร และจะเรียกร้องให้กับสิ่งที่สูญเสียไปไหม ก็ต้องดูอีกที แต่ตามหลักมนุษยชนแล้ว ก็ควรทำ”

ส่วนที่ตนต้องย้ายออกมาจากบ้านกกกอกเพราะว่าถูกสั่งให้รื้อพญานาคที่ตอนแรกสร้างในหมู่บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร เพราะรุกที่ป่า จึงย้ายมาตั้งที่นี่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนแทน และย้ายมาพักอาศัยที่นี่ด้วย โดยยังกลับไปบ้านกกกอกราวเดือนละ 1 ครั้ง

ขณะที่ นางสมพรกล่าวว่า สำหรับเรื่องที่ทนายของตน ให้สัมภาษณ์ว่า พูดว่าน้องชมพู่อาจเดินตามสุนัข และขึ้นไปเสียชีวิตเอง บอกว่า ให้ยึดตามที่ทนายพูดเพราะตรงกับแนวทางต่อสู้ของตนเองตลอดมา เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้ โดยส่วนตัวรู้สึกโล่งตั้งแต่วันที่สืบพยานได้ขึ้นศาลแล้วได้พูดทุกอย่างออกไป เพราะมั่นใจว่าตนเองและสามีบริสุทธิ์

โดย นางสมพรกล่าวว่า หลังจากตกเป็นจำเลย ไม่ได้พูดคุยกับฝั่งแม่ของน้องชมพู่เลย จากที่เคยพูดคุยกันได้ โดยที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ลุงกับป้าที่ได้รับผลกระทบ แต่ลูกชาย 2 คน ก็ถูกเพื่อนที่โรงเรียนถาม ซึ่งตอนแรกๆ เด็กไม่เข้าใจ แต่เมื่อรู้ว่าพ่อแม่เป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็ไม่กระทบกับพวกเขา ตรงกันข้าม เด็กๆ ออกตัวปกป้องด้วยซ้ำ

ส่วนความสัมพันธ์กับครอบครัวที่ต้องแตกหักหลังเกิดคดี นางสมพรมองว่า ที่จริงแล้วหากครอบครัวหนักแน่น โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายถึงความเป็นไปได้ การแตกหักก็จะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีแต่ผู้ใหญ่ที่ไม่คุยกัน แต่เด็กๆ ยังคุยกันอยู่ ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ห้าม เพราะว่าพวกเขาโตมาด้วยกัน

“3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรดีสำหรับเรา ซึ่งต้องขอบคุณกำลังใจของคนที่มองในมุมต่างออกมา โดยเมื่อถามย้ำว่า บางคนอาจมองว่า 3 ปีที่ผ่านมาชีวิตลุงกับป้าสบาย มีเงินทองมากขึ้น ความจริงแล้ว ถ้ามีเงินแล้วไม่มีคดี มันก็จะดี”

ขณะที่ นายไชย์พลกล่าวเสริมว่า เวลาที่ตนเองไปเดินตลาดมันจะมีกลุ่มคนมองตนเองและป้าแต๋นเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือให้กำลังใจ ขณะที่อีกส่วนมองอีกแบบ เหมือนมีคนสองกลุ่มที่ขัดแย้งกันอยู่ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดภาพแบบนั้นในชีวิตของเรา เวลาไปไหนมักเป็นเป้าสายตาเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเองและป้าแต๋นไม่อยากเจอ

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีวันพรุ่งนี้ มีรายงานว่า ศาลมุกดาหารอาจจะเลื่อนการตัดสินคดีลุงพลออกไปก่อน ซึ่งลุงพลและป้าแต๋นยืนยันว่า หากมีการเลื่อนออกไปจริงก็ยังคงไปศาลเหมือนเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง