‘บิ๊กอวบ’ อุบเงียบ กระแสข่าวคุม 3 ผู้ต้องหา ‘อุ้มฆ่าสาวทอม’ ค่ายทหาร-สั่ง ตม.สกัดด่านออก ตปท.

13.01.17 | 13:07 น.

ความคืบหน้ากรณีคนร้ายใช้รถกระบะยี่ห้อนิสสันรุ่นนาวาร่าสีดำลักพาตัว น.ส.สุภัคสรณ์ พลไธสง อายุ 28 ปี ลักษณะคล้ายผู้ชายไปจากบริเวณหน้าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ภายในซอยเพชรเกษม 114 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักของ น.ส.สุภัคสรณ์ ที่ห้องเอ 413 เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ท้องที่ สน.หนองค้างพลู ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจขออนุมัติหมายจับ พ.ต.อ.อำนวย พงษ์สวัสดิ์ อายุ 58 ปี ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นายนิวัฒน์ หรือโจ๊ก สวยทอง อายุ 32 ปี ชาว จ.กาญจนบุรี นายภูมิทัศน์ หรืออุ๋ม พิบูรณ์สวัสดิ์ อายุ 24 ปี ชาว จ.ราชบุรี ร.ท.ชัยยุทธ หรือจบ เบ็ญจชาติ อายุ 41 ปี ทหารชาว จ.กาญจนบุรี จ.ส.อ.ภาณุเมศวร์ หรือจิ๋ว มีลา อายุ 34 ปี ชาว จ.กาญจนบุรี ทหารหน่วยหนึ่ง จ.ส.ต.สามารถ แสงสิน อายุ 50 ปี ชาว จ.กาญจนบุรี อดีตตำรวจ และ น.ส.กรรณิกา หรือดาว กรุมรัมย์ อายุ 38 ปี ชาว กทม. นักร้องร้านอาหารแห่งหนึ่ง หญิงคนสนิท พ.ต.อ.อำนวย

ต่อมา พ.ต.อ.อำนวยเข้ามอบตัว และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมนายนิวัฒน์เมื่อวันที่ 10 มกราคม กระทั่งนายภูมิทัศน์และ น.ส.กรรณิกา หญิงคนสนิทของ พ.ต.อ.อำนวย และสนิทสนมกับ น.ส.สุภัคสรณ์เข้ามอบตัวในวันที่ 11 มกราคม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว พ.ต.อ.อำนวยและนายนิวัฒน์ฝากขังศาลจังหวัดตลิ่งชัน และไม่ได้ประกันตัว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ดูแลงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เปิดเผยว่า ได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ขึ้นบัญชีป้องกัน เฝ้าสกัดบุคคลที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องในคดีอุ้มฆ่า น.ส.สุภัคสรณ์หรือหญิง พลไธสง สาวทอมฝังดิน หลบหนีออกนอกประเทศ โดยในจำนวนนั้นรวมถึงอดีตข้าราชการตำรวจนายหนึ่งที่อยู่ในขบวนการนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดถึงกระแสข่าวที่ระบุว่ามีการติดต่อขอมอบตัวจากผู้ต้องหาอีก 3 คนและมีการควบคุมตัวในค่ายทหาร ทั้งนี้ อยู่ในขั้นตอนต้องดำเนินการ ได้กำชับให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เข้าไปควบคุมการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวให้รอบคอบและให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ ย้ำว่าแม้ผู้ต้องหาเป็นถึงข้าราชการตำรวจระดับสูงแต่จะดำเนินคดีไม่ละเว้น ไม่มีการช่วยเหลือ และจะเอาผิดทั้งทางปกครองและทางวินัย