ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้ ‘เซปิง’ กับพวก ชดใช้ ‘คำปัน’ ผู้เสียหายโครงการเฟซออฟ เป็น 2.7 แสนบาท

31.10.23 | 12:01 น.

ศาลฎีกาพิพากษาแก้สั่ง ‘เซปิง’ กับพวก ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย ‘คำปัน’ ผู้เสียหาย โครงการเฟซออฟเพิ่มจากชั้นอุทธรณ์เป็น 2.7 แสนบาท ชี้ชัดการกระทำโฆษณาเกินจริง

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ ผบ.1611/2562 ที่ นางคำปัน บราวน์ อายุ 57 ปี เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.เซปิง ไชยศาส์น หรือ ดร.เซปิง ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ นายบทมากร วัฒนะนนท์ (เจ้าของบัญชีโอนเงิน), บริษัท เอ็ม เอส เซอร์เจอรี่ เซ็นเตอร์ (รพ.) และ น.ส.จันทร์จิรา แบ่งหน้อย (แพทย์ที่ทำการผ่าตัด) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายทุนทรัพย์ 9,978,000 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2559 กรณีที่ลงโฆษณาเกินจริง เรื่องการผ่าตัดศัลยกรรมไร้รอยแผลทำให้โจทก์เกิดมีบาดแผลที่ใต้คาง

คดีนี้ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ น.ส.เซปิง จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน จำนวน 50,000 บาทแก่โจทก์ กรณีที่ลงโฆษณาเกินจริง เรื่องการผ่าตัดศัลยกรรมไร้รอยแผล และให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ที่กระทำการประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์เกิดมีบาดแผลที่ใต้คาง ร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 50,000 บาท และให้ชดใช้อีก จำนวน 20,000 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาล รวม 120,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

ต่อมา โจทก์และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ น.ส.เซปิง จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2562) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Advertisement

โจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเกินความจริงว่าผ่าตัดไร้รอยแผลย่อมทำให้โจทก์คาดหวังว่าหลังได้รับการผ่าตัดจะไม่มีแผลเป็นอยู่บนใบหน้าโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาย่อมเกิดผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมีใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446

แม้โจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นได้ว่าความเสียหายดังกล่าวคำนวณเป็นราคาเงินเท่าใด พิจารณาแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์ตามภาพถ่าย คงเหลือแผลเป็นอยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอย แม้ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของจำเลยที่ 1 ที่รับรองว่าไม่มีแผลเป็น แต่แผลเป็นดังกล่าวก็จางลงมาก สอดคล้องกับพยานเชี่ยวชาญเบิกความ เมื่อระยะเวลาผ่านไปจะเห็นแผลเป็นไม่ชัด ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีเส้นผมบังอยู่ หากไม่ได้ตั้งใจมองในระยะใกล้ก็ไม่น่าจะเห็นแผลเป็นได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ 200,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้ว

การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่นั้น เห็นว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้มีการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็น พ.ร.ก.บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่ให้ถูกต้อง ที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลืออยู่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัด อีกทั้งตามวิดีโอคลิปปรากฏว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนที่จำเลยที่ 4 ไม่ได้ตรวจความเรียบร้อยของแผลให้โจทก์ในช่วงที่มีการนัดตัดไหม ทำให้แผลที่เกิดขึ้นใต้คางของโจทก์ก็ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที

กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่า การกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1, 3 และ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 42 วรรคหนึ่งได้

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1, 3 มีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการโฆษณาเท็จนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1, 3 ถือได้ว่าดำเนินการโครงการเฟซออฟร่วมกัน การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเฟซออฟด้วยข้อความเกินความจริง แต่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ยังรับทำศัลยกรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาตลอด ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเกินความจริง จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1-2 มีการแบ่งปันผลประโยชน์กัน เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์นำสืบยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และเกี่ยวข้องเพียงเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัดโจทก์ ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1, 3 ร่วมกันชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าว 70,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง