คุณหญิงกอแก้ว-ณพ ณรงค์เดช เปิดข้อมูลพิสูจน์ทุกความบริสุทธิ์ ชนะคดีตลอด6ปี

2.11.23 | 14:21 น.

‘ณพ ณรงค์เดช’ เปิดข้อมูลสำคัญพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ศาลตัดสินชนะคดีตลอด 6 ปีรวด ด้าน ‘คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา’ เผยศาลยกฟ้องทุกคดี ทั้งคดีปลอมลายเซ็นและการปลอมเอกสาร

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. ที่บ้านบุญยะจินดา สุขุมวิท71 กรุงเทพฯ นายณพ ณรงค์เดช ผู้ก่อตั้งบริษัทKPN พร้อม นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ ที่ปรึกษาทางกฎหมาย และ คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา พร้อม นายอภิวุฒิ ทองคำที่ปรึกษาทางกฎหมาย ร่วมกันเปิดเผยข้อมูลและสรุปคดีในกรณีที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อหุ้นบริษัทวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WIND ENERGY HOLDING CO., LTD. (WEH)) เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ โดยศาลตัดสินให้ชนะคดีมาตลอด 6 ปี

คุณหญิงกอแก้ว กล่าวว่า ในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะต้องออกมาแถลงสื่อ ที่ผ่านมาไม่ออกมาพูดหรือให้ข่าวอะไรเพราะต้องการความชัดเจนของกฎหมาย และศาลแต่ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าตนไม่ได้โกง และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครตามที่ถูกกล่าวหาที่ผ่านมามีการเผยแพร่ ข่าวที่ไม่ครบถ้วนทำให้สาธารณะชนเข้าใจผิด ตนในวัย 70 ปีมีครอบครัวที่อยู่อย่างสงบ ร่มเย็น เป็นสุขและใช้ชีวิต อย่างสบายๆ ไม่ได้ต้องการอะไรของใคร

คุณหญิงกอแก้วกล่าวว่า วันหนึ่ง เมื่อนายณพ(ลูกเขย)เข้ามาขอความช่วยเหลือก็ต้องช่วยเหลือเนื่องจาก ซึ่งนายณพเป็นพ่อของหลาน 2 คนและเป็นสามีของลูกสาว ในวันนั้นไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ และไม่มีใครอยากจะยุ่งกับบริษัทนี้ เมื่อรักลูก รักหลาน ก็ต้องรักลูกเขย ด้วยในวันนั้นถ้าตนไม่ได้ซื้อหุ้นไว้บริษัทอาจถึงขั้นล้มละลายธนาคารไทยพาณิชย์ ก็จะไม่ให้สินเชื่อ โดยนายณพ ณรงค์เดช ได้มาพูดกับตนเป็นคนสุดท้าย และขอความช่วยเหลือจึงตัดสินใจ ให้ความช่วยเหลือแต่มีเงื่อนไขว่า จะไม่ออกหน้าและให้นายณพ หาคนที่เชื่อใจ และไว้ใจได้มาใส่ชื่อแทน เมื่อ WIND ENERGY HOLDING (WEH) พ้นวิกฤต เมื่อนั้นคดีความต่างๆ และข้อกล่าวหาก็ตามมา

“เมื่อคุณลงทุนคุณก็ต้องได้หุ้นถ้าไม่ลงทุน ก็ย่อมไม่มีสิทธิ เมื่อไม่ลงทุนแต่อยากได้หุ้น เมื่อไม่ได้หุ้นก็เบี่ยงเบนหลักฐานความจริงทุกอย่าง การเงินมีครบ ไม่ได้พูดไปเรื่อยพูดไม่ครบ พูดเบี่ยงเบน ไม่ครบประโยคไม่ครบเรื่องทำให้คนอื่นได้รับความเสียหายพูดแต่บางส่วนบิดมา จนทำให้คนอื่นได้รับความเสียหายขอให้สังคมย้อนกลับไปในครั้งเมื่อบริษัทซึ่งไม่มีคุณค่า ไม่มีราคา ไม่มีใครอยากได้ ขอยืนยันว่าไม่เคยโกงใคร และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าศาลได้มีคำพิพากษาออกมาทั้ง 3 ศาลว่าไม่ได้โกง และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครอย่างที่ถูกกล่าวหา”คุณหญิงกอแก้วกล่าว

Advertisement
คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา

นายณพ กล่าวว่า เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว ที่มีบุคคล 2 กลุ่ม คือนายนพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ขายหุ้นบริษัทวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ ให้กับตนและและนายกรณ์ ณรงค์เดช ได้ทำการเผยแพร่และให้ข่าวเกี่ยวกับการที่พวกเขามาฟ้องคดีตน และคุณหญิงกอแก้วหลายคดี โดยใช้วิธีการให้ข่าวที่เบี่ยงเบนประเด็นโดยไม่ให้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน เพื่อทำให้ผู้ติดตามข่าวเกิดความเข้าใจผิดว่าตนนั้นไปโกงนายนพพร และไปโกงพี่น้องซึ่งทำให้ตน,คุณหญิงกอแก้ว ภรรยา และลูก ๆ ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและได้รับผลกระทบต่าง ๆ เป็นอย่างมาก แต่ก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้และรอให้ศาลมีคำพิพากษาครบทุกคดีจึงค่อยออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งเดียวเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเรื่องที่เกิดขึ้น

โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 และ 28 กันยายน นี้ ศาลอาญารัชดา และศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามลำดับได้มีคำพิพากษา ยกฟ้องทั้งสองคดีที่พี่น้องได้ให้ดร.เกษม ณรงค์เดช ผู้เป็นพ่อมาฟ้องคุณหญิงกอแก้วและตนว่า “ใช้เอกสารปลอม” และ “ปลอมแปลงเอกสาร”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งเป็นคดีที่นายนพพรได้ฟ้องตนและพวกเป็นคดีอาญาว่า “โกงเจ้าหนี้”ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่ตนนั้นรอฟังคำพิพากษาอยู่ ก็ได้มีคำพิพากษาให้”ยกฟ้อง”จำเลยทุกคนเช่นกัน วันตนจึงพร้อมที่จะชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนเพื่อชี้ให้เห็นการเบี่ยงเบนประเด็น ที่ทำให้ผมเป็นคนผิดโดยการดำเนินการจากคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ ทั้งๆที่พยานหลักฐานชัดเจนแล้วว่าตนไม่ได้ทำผิดใดๆ

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่ตนไปซื้อหุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่จากนายนพพร ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศไทยจากการเป็นผู้ต้องหาและหนีคดีอาญา เรื่องทำร้ายร่างกาย และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งมีการกระทำผิดมาตรา 112ของประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวเนื่องด้วยทำให้จำเป็นต้องขายหุ้นออกมาให้แบบขายขาดและได้โอนหุ้นให้ตนก่อนทั้งหมด แล้วค่อยชำระเงินค่าหุ้นเพื่อแก้ปัญหาจากการที่ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ไม่สามารถหาเงินกู้เพื่อดำเนินกิจการต่อไปได้เพราะสถาบันการเงินไม่สนับสนุนการให้สินเชื่อหากยังมีนายนพพรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเมื่อตนได้รับโอนหุ้นมา ตนก็ได้จ่ายเงินค่าซื้อหุ้นงวดแรกให้นายนพพรไปแล้วเมื่อปี 2558
จำนวน 90.5 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นเงินไทยประมาณ3,000 กว่าล้านบาท แต่เมื่อนายนพพรได้รับเงินก้อนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว กลับไปฟ้องคดีเพื่อที่จะเอาหุ้นคืน ซึ่งเขาแพ้คดีโดยอนุญาโตตุลาการซึ่งบังคับให้เขาปฏิบัติตามสัญญาที่ทำกับตนไว้ คือรับชำระเงินค่าหุ้นในส่วนอื่น ๆ ต่อไป และจะเอาหุ้นคืนไม่ได้ตนจึงได้ชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจำนวน $85.75 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ อีกประมาณ 3,000 ล้านบาทให้นายนพพรไปตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งครบถ้วนตามสัญญาเหลือเพียงเงินโบนัสที่ยังโต้แย้งกันอยู่ในคดีของศาลไทยและเมื่อนายนพพรได้เงินไปแล้ว แต่ไม่ได้หุ้นคืน ก็ได้ไปฟ้องคดีอื่น ๆตามมาอีกหลายคดี ทั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ในประเทศไทยและประเทศอังกฤษ

แต่คำพิพากษาของศาลอังกฤษที่ได้ใช้กฎหมายไทยนี้ได้ถูกศาลแขวงพระนครใต้ของไทย “ตัดสินกลับแล้ว” เมื่อวันที่ 31ตุลาคมที่ผ่านมา ในคดีที่นายนพพรได้ฟ้องตนและพวก เป็นคดีอาญาว่า “โกงเจ้าหนี้” โดยศาลไทยได้มีคำพิพากษาว่าไม่มีการ “โกงเจ้าหนี้”ให้ยกฟ้อง รายละเอียดของสัญญาซื้อขาย ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นบริษัท วินด์เอนเนอร์ยี่ ทางอ้อมผ่านบริษัทที่ตนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กับบริษัทที่นายนพพรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
และคดีกับนายนพพรที่ศาลไทยกลับคำพิพากษาศาลอังกฤษว่า “ไม่มีการโกงเจ้าหนี้” นั้น

นายวีระวงค์ ที่ปรึกษากฎหมาย กล่าวว่า ความแตกต่างที่มีการฟ้องร้องที่ศาลประเทศอังกฤษ ซึ่งมีตนและไทยพาณิชย์และนายอาทิตย์ นันทวิทยา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร กับคดีที่เมืองไทยในประเด็นเดียวกัน แต่ที่เมืองไทยนั้น ไม่มีการฟ้อง ธ.ไทยพาณิชย์ แต่พอได้ฟังมาสักระยะก็เริ่มเข้าใจข้อเท็จจริง โดยนายนพพร ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงแต่ถือผ่านบริษัทที่ชื่อRECและเป็นเจ้าของ REC100% โดย REC หรืออาร์อีซี เป็นผู้ถือหุ้น WEH อยู่เพียง 59.45 % ในขณะที่ขายหุ้น ณ.ขณะที่ขายหุ้นออก ส่วนสาเหตุที่ขายหุ้นออกเพราะว่า นายนพพร โดยหมายจับคดีสำคัญคือ ม.112 และหนีออกจากเมืองไทย ซึ่งทางสถาบันการเงินในประเทศไทย รวมถึงไทยพาณิชย์ก็ไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินกับบริษัทที่มีนายนพพร มาเกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยวินด์เอ็นเนอร์ยี่ ขณะนั้นจึงเกิดปัญหาทำให้ต้องขายหุ้นให้ได้ และบริษัท REC ก็ต้องขายออกไปด้วย แต่นายนพพร ก็ไม่ได้ถือ REC โดยตรง ซึ่งมีบริษัทอีก 2-3 บริษัทที่ตั้งขึ้นในต่างประเทศ

นายวีระวงค์ กล่าวอีกว่า จะสรุปง่ายๆว่านายณพ ซื้อหุ้นจากนายนพพร แต่ไม่ได้ซื้อหุ้นวินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ แต่เป็นหุ้นอาร์อีซี ฉะนั้นใครที่เป็นเจ้าของอาร์อีซีจะเป็นเจ้าของหุ้นวินด์ฯ (WEH) เช่นเดียวกัน

จุดที่นายนพพรขายหุ้น ทางไทยพาณิชย์ก็พร้อมจะสนับสนุนสินเชื่อ ซึ่งขณะนั้นวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ มีโครงการ วินด์ฟาร์ม ทำไฟฟ้าจากกระเเสลม อยู่ 8 โครงการ ไทยพาณิชย์ สนับสนุน 2 โครงการ และมีอีกโครงการชื่อโครการว่า ‘วะตะแบก’ ส่วนอีก5 โครงการยังไม่ได้เริ่ม โดยโครงการไฟฟ้าพลังลม ต้องมีที่ดินที่มีลม ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ของรัฐ เรียกว่าที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งวินด์ฟาร์มทั้งหมดอยู่ ส.ป.ก.ต้องมีสัญญาเช่า และจำกัดอายุ จากนั้นต้องใช้สัญญาให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ส่งผลให้ต้องระบุวันที่จะผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้ประเทศชาติเสียหาย หากทำไม่ได้ก็จะถูกปรับ หรืออาจถูกเรียกค่าเสียหายและยกเลิกสัญญา ซึ่งหลังจากที่นายณพ มาเป็นผู้ซื้อหุ้น ก็เท่ากับนายนพพร ออกไป ทางไทยพาณิชย์ก็กลับมาสนับสนุนต่อ โดยเงื่อนไขการเบิกเงิน จะต้องให้เจ้าของโครงการลงทุนก่อน โดยเงิน 4,000 ล้าน ต้องลงทุนก่อน 1,500 ล้าน ส่วนอีก 2,500 ล้านธนาคารถึงจะลง โดยทาง WEH ลงไป 1.5 พันล้าน และต้องไปสั่งผลิตกังหันลม ซึ่งทั้งโลกมีผู้ผลิตน้อย โดยมีบริษัทซึ่งเป็นรายสำคัญที่สุด และบริษัทดังกล่าวก็เริ่มทวงเงิน และหากมีปัญหาก็ไม่สามารถซื้อกังหันลมได้

ต่อมาปรากฎว่านายนพพร ไปฟ้องคดีกับทางไทยพาณิชเพื่อเรียกหุ้นคืน ทำให้คุณสมบัติ WEH เริ่มมีปัญหา เนื่องจากทางไทยพาณิชย์ยังไม่ได้มีการใส่เงินเข้าไปในหุ้น ทำให้ทางไทยพาณิชย์แจ้งว่าไม่สามารถให้ได้เพราะไม่มีความผิด จนทำให้เกิดปัญหา ทั้งนี้หากนายนพพรไม่ฟ้องคดีกับไทยพาณิชย์ เรื่องทั้งหมดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น รวมถึงหากนายนพพรฟ้องคดีแล้วชนะก็จะกลับมาเป็นผู้ถือหุ้นวินด์ และทางไทยพาณิชย์จะเบรกเงินกู้ ส่งผลให้โครงการทุกโครงการเจ๊งและล่มทั้งหมด ตนในฐานะที่ปรึกษาในขณะนั้นก็แนะให้ขายหุ้นกับบุคคลอื่นถือแทน ในที่นี่หมายถึงญาติหรือคนในครอบครัวก็ได้

เมื่อมีการขายหุ้นให้กับ คุณหญิงกอแก้ว แต่ทางคุณหญิงกอแก้ว แจ้งว่าจะขอไม่เปิดเผยตัวเองและแต่งตั้งตัวแทนขึ้น ทำให้การซื้อขายหุ้นของอาร์อีซีเป็นการซื้อแทน ดร.เกษม ณรงค์เดช แต่แท้จริงคือคุณหญิงกอแก้วเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่การไม่เปิดเผยชื่อนั้นมีสัญญาอยู่ และให้ทาง ดร.เกษม โอนหุ้นไปให้ บริษัท โกลเด้น มิวสิค จำกัด (GML) ถือ ซึ่งขณะนั้นเป็นการวางแผนเรื่องภาษีอากร ทำให้ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาขึ้นระหว่างในครอบครัวนายณพ

นายวีระพงค์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อนายนพพร มีการไปฟ้องต่อศาลประเทศอังกฤษ ซึ่งหนึ่งในจำเลยเป็นชาวอังกฤษชื่อ Emma Louise Collins อดีตซีอีโอของ WEH ประเด็น คือศาลอังกฤษตัดสินโดยตั้งข้อหาว่าโกงเจ้าหนี้ ถือเป็นเรื่องที่เเปลก เเต่ผิดกับหลักสากล โดยหลักเเล้วคำตัดสินของศาลอังกฤษไม่มีผลกับศาลไทยเลยแต่ ตนขอตั้งคำถามว่าเหตุผลอะไร ต้องไปฟ้องศาลอังกฤษ ทำให้ศาลตัดสินคุณหญิงกอแก้วนายณพ โกงเจ้าหนี้ แต่ศาลแขวงพระนครใต้ พิพากษาว่าจำเลยทั้งหลายไม่ได้ร่วมกันโกงเจ้าหนี้อีกด้วย

สรุปคำพิพากษาชนะคดีตลอด 6 ปีเต็ม
คดีที่ 1 – คดีฮ่องกง HCA 1525/2018 (ศาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง) จนนายเกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ ฟ้องโกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด จำเลยที่ 1 นายณพ จำเลยที่ 2 คุณหญิงกอแก้ว จำเลยที่ 3 เรื่องละเมิดและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อ 2561 คำพิพากษา: อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยให้ชำระค่าใช้จ่ายในอัตราสูงสุด ให้แก่จำเลย

คดีที่ 2 – คดีใช้เอกสารปลอม อ.2497/2561 (ศาลอาญา รัชดา) นายเกษม เป็นโจทก์อ้างว่าตนเองในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด ฟ้องคุณหญิงกอแก้ว จำเลยที่ 1 นายณพจำเลยที่ 2 และนายสุรัตน์ จิรจรัสพร จำเลยที่ 3 เรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสาร เมื่อปี 2561 โดยศาลยกฟ้อง พยานผู้เชี่ยวชาญยันกันไม่อาจรับฟังเป็นยุติ ลายมื่อชื่อไม่ได้ผิดแผกแตกต่างให้เห็นชัดเจนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม เงินช่วยเหลือจากครอบครัวก็เป็นเงินกู้ยืม ซึ่งณพรับผิดชอบภาระหนี้และการบริหารจัดการคนเดียว จึงไม่ใช่การร่วมลงทุนในความหมายของกฎหมาย พยานโจทก์รับฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัย ว่าเอกสารทั้ง 3 ฉบับเป็นเอกสารปลอม

คดีที่ 3 – คดีเรียกทรัพย์คืน พ. 1031/2562 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) นายเกษม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 14 คน และมีจำเลยร่วมอีก 31 คน เมื่อปี 2562 เรื่องให้เรียกทรัพย์คืน (หุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด) โจทก์ขอถอนฟ้อง ไปเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเรื่องนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง หลังจาก ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนการอายัตงินปันผลของบริษัท วินด์ โดยให้เหตุผลชัดเจนว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้หากฟังว่า นายเกษม ให้หุ้นดังกล่าวแก่ นายณพ การเรียกคืนจะต้องปรากฏว่า นายณพ ประพฤติเนรคุณ แต่ไม่ปรากฏเหตุว่าประพฤติเนรคุณ

คดีที่ 4 – คดีผิดสัญญา เรียกทรัพย์คืน พ.978/2565 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) นายกฤษณ์ และกรณ์ ณรงค์เดช เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง นายณพ เป็นจำเลยที่ 1 บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 บริษัท โกลเต้น มิวสิค ลิมิเด็ด จำกัด เป็นจำเลยที่ 3 และคุณหญิงกอแก้ว เป็นจำเลยที่ 4 เมื่อปี 2565 เรื่องสัญญาเพิกถอนนิติกรรม เรียกทรัพย์คืน ศาลยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เอกสารดังกล่าวในการโอนหุ้นไม่เป็นเอกสารที่แท้จริง หรือเป็นพยานเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเหตุใด ข้อกล่าวอ้างต่างๆ เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานกฎหมาย เมื่อโจทก์สืบไม่ได้จึงต้องฟังว่า การโอนหุ้นพิพาทหรือการซื้อหุ้นพิพาทมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ก็ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไม่เป็นโมฆะ เรื่องความเห็นเจ้าของหุ้นของโจทก์ทั้งสอง เมื่อได้ความว่าเงินที่ซื้อหันพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองและไม่ปรากฏว่าเอกสารที่อ้างเป็นเอกสารปลอม การโอนหุ้นพิพาทถูกต้องตามแบบของกฎหมาย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของหุ้นพิพาท ไม่จำต้องโอนหุ้นคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

คดีที่ 5 – คดีปลอมลายเซ็น อ.1708/2564 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) คดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1) เป็นโจทก์ ฟ้อง นายณพ ณรงค์เดช กับพวกรวม 3 คน เมื่อปี 2564 ในฐานความผิด ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ศาลยกฟ้อง ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังว่า เอกสารทั้ง 6 ฉบับปลอม แต่ทางนำสืบและพยานหลักฐานรวมทั้งคำเบิกความของเกษมไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่า นายณพ คุณหญิงกอแก้ว และนายสุภาพร เป็นผู้ปลอม มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงลายมือชื่อหรือนำมาใช้หรืออ้างชื่อใด ซึ่ง นายกฤษณ์ ก็เบิกความว่า ไม่ทราบว่าใคร เป็นผู้ลงลายมือชื่อปลอม ส่วน นายกรณ์ว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในขณะลงลายมือชื่อ จึงไม่ทราบว่า ผู้ใดลงลายมือซื่อ จึงฟังได้ว่าไม่ได้ร่วมกันปลอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอมแปลง