ญาติผู้ตายคดีรถชนมีครูตกเป็น’แพะ’ ยันไม่ติดใจ ไม่เรียกร้องหากรื้อคดีใหม่ ให้เวรกรรมตัดสิน

13.01.17 | 19:03 น.

 


วันที่ 13 มกราคม 2560 ความคืบหน้ากรณี มีข้าราชการครูตกเป็นแพะในคดีอุบัติเหตุขับรถชนคนตาย  คือ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร  อายุ 55  ปี  ข้าราชการครูชาว จ.สกลนคร เหตุเกิดตั้งแต่ ตั้งแต่ปี 2548 ในท้องที่ของ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม จนกระทั่งมีการพิจารณาตัดสินของศาลฎีกา ให้จำเลยติดคุก เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556  เป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน  ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 3 ปี 2 เดือน และมีการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ถึง 3 ศาล โดยศาลอุทรณ์ ยกฟ้อง และศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  จนกระทั่ง  ภายหลังได้รับการอภัยโทษออกมา รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน  ได้ร้องทุกข์ต่อกระทรวงยุติธรรมว่า ตกเป็นแพะไม่ได้ทำผิด ซึ่งทางศาลอุทรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559  ให้ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดนครพนม ดำเนินการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่

ล่าสุดจากการสอบถามตรวจสอบข้อเท็จจริงกับนายสว่าง พ่อบำรุง  อายุ 64 ปี  สมาชิก อบต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม น้องชายผู้ตาย และนายศรีอ่อน ยตะโคตร อายุ 82  ปี เพื่อนสนิทของนายเหลือ พ่อบำรุง อายุ 75 ปี ผู้ตาย พร้อมได้พาลงพื้นที่ชี้จุดเกิดเหตุ บริเวณริมถนน พระซอง – เรณูนคร ห่างจากสะพาน น้ำบังเทศบาลตำบลพระซอง ประมาณ 200 เมตร เขต บ้านสร้างเม็ก ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยยืนยันว่าหลังเกิดเหตุ พบเพียงจักรยานและผู้เสียชีวิต  ไม่เห็นรถยนต์คู่กรณีและไม่มีใครมายืนยันกับญาติ ว่าจำทะเบียนรถยนต์ได้  จึงไม่ขอแสดงความคิดเห็น เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมานายสว่าง ออกมาเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุตนมาถึงที่เกิดเหตุภายหลัง โดยผู้ตายได้ปั่นจักรยานไปงานบุญ ออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปตามถนน พระซอง – เรณูนคร ถึงจุดเกิดเหตุ ห่างจากสะพาน น้ำบังเทศบาลตำบลพระซอง ประมาณ 200 เมตร ได้เกิดอุบัติเหตุ มีรถยนต์ที่ขับสวนมาเฉี่ยวชนเสียชีวิต ซึ่งทางเจ้าที่หน้าที่ตรวจสอบเชื่อว่าเสียชีวิต ตั้งแต่ที่เกิดเหตุ แต่มีการนำส่งตัวไปที่โรงพยาบาลอำเภอนาแก โดยหลังเกิดเหตุไม่มีใครพบเห็น หรือจำได้เกี่ยวกับรายละเอียดของรถคู่กรณี ทราบเพียงเป็นรถยนต์เท่านั้น เพราะเหตุเกิดช่วงกลางคืน ประมาณ 20.00 น.

Advertisement

201701131649003-20111216140823

นายสว่างกล่าวอีกว่า จากนั้นตนได้มอบหมายให้ตำรวจที่รับผิดชอบ พื้นที่ สภ.นาโดน สอบสวน ซึ่งทางญาติไม่ได้ติดใจหรือปักปรำใคร เพราะถือว่าเป็นเวรกรรม เพียงต้องการค่าเยียวยาชดเชย  ซึ่งได้ไปร้องทุกข์ขอรับเงินจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย ได้เงินมาทำศพประมาณ 35,000 บาท เท่านั้น ส่วนคู่กรณีนั้นทางญาติสิ้นหวังมาตลอด เพราะเชื่อว่าจะติดตามไม่ได้ เพราะหลังเกิดเหตุไม่มีใครพบเห็นคู่กรณีและไม่ได้คาดหวังอะไร จนกระทั่งผ่านไป 9 ปี มารู้ทีหลังจากศาลมีคำพิพากษาฏีกาว่า ให้ครูจำคุกและมีการชำระเงินเยียวยาให้ที่ศาลจังหวัดนครพนม เป็นเงิน ประมาณ 1.5 แสนบาท  ทางญาติจึงไปรับเงิน แต่ไม่ได้ติดใจ หรือใส่ใจเรื่องผิดจริงหรือไม่ผิด เพราะถือว่าเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

“ที่สำคัญที่ผ่านมา ไม่เคยไปวิ่งเต้น ร้องทุกข์ หรือเรียกร้องอะไรจากตำรวจ เพียงสอบถามคืบหน้าในฐานะญาติ และไม่ได้คิดว่าจะมีการตัดสินออกมาแบบนี้  ถึงวันนี้พอทราบข่าวว่ามีการเรียกร้องว่าครูที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นแพะ แต่ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็น และไม่ติดใจอะไรแล้วหากจะมีการรื้อคดีใหม่ ถือมีคนผิดจริงไม่จริง ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรอีก แต่เชื่อเรื่องผลกรรม ว่าใครทำสุดท้ายต้องได้รับผลกรรม ความจริงคือความจริง” นายสว่างกล่าว

ขณะที่ พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ได้สั่งการให้ตำรวจเกี่ยวข้อง มีการรวบรวมเอกสารหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ซึ่งต้องรอคำสั่งศาลชั้นต้น ให้มีการรื้อคดี รวมถึงต้องรอมีการพิจารณาคดีใหม่ถึงที่สุด จึงจะสามารถดำเนินการทางการหมาย รวมถึงเอาผิดกับบุคคลที่มีหลักฐานว่ากระทำผิดจริง โดยคดีนี้ต้องรอขบวนการของศาลเป็นหลัก ส่วนตำรวจพร้อมให้ความเป็นธรรม หากมีความผิดพลาดในขั้นตอนการทำงานสอบสวน ทางตำรวจมีระเบียบ ที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาตามเอกสารหลักฐาน รวมถึงการชดเชยเยียวยาตามกฎหมาย ซึ่งต้องรอการพิจารณาตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม แต่ที่ผ่านมาพบว่า ในการสอบสวนเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย