ความผิดพลาดมหันต์ของต้นธารยุติธรรม ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อ หรือจงใจแต้มสีจากขาวเป็นดำ โดยเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เพียงแค่ปลายปากกาบิดพลิ้วไปจากข้อเท็จจริง หรือเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวที่ถูกแต่งแต้มเนื้อหาเข้าทำนอง “ยัดข้อหา” นำมาซึ่งการเข่นฆ่าใครคนใดคนหนึ่งให้ “ตายทั้งเป็น” ในฐานะ “แพะ” ถูกสาดสีป้ายโคลนจนเปรอะเปื้อน
ดังเช่น ความทุกข์ของอดีตครูวัย 54 ปี จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ถูกจองจำด้วยความกล้ำกลืนนาน 1 ปี 6 เดือน เธอต้องหมดอนาคต ถูกให้ออกจากอาชีพ “แม่พิมพ์ของชาติ”
ซ้ำร้ายครอบครัวเคยอยู่อย่างมีความสุข ต้องแตกกระสานซ่านเซ็น สามีตีจาก ลูก 2 คนในวัยเรียนพากันหมดอนาคต ต้องจำนองบ้าน รถ ที่ดิน เพื่อประทังชีวิต ด้วยคดีขับรถชนคนตายที่ครูจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำ
“วินาทีที่ถูกคุมตัวจากศาลนำตัวถึงเรือนจำ ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น หลังจากเข้าไปอยู่ในคุกแดนหญิง ตอนกลางคืนนอนร้องไห้ คิดถึงครอบครัว คิดถึงญาติพี่น้อง คิดถึงลูกศิษย์ หลังจากติดคุกชีวิตครอบครัวเริ่มพังทลายเพราะมีลูก 2 คน ขณะถูกดำเนินคดี ชุดนักเรียน ชุดนักศึกษาก็พร้อมแล้วที่จะให้ลูกได้ศึกษาต่อ แต่ลูก 1 คนเลือกไม่เรียนต่อ เพราะพ่อมีรายได้ไม่เพียงพอส่งเรียนทั้ง 2 คน จึงตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ ทรัพย์สินที่มีอยู่ เช่น บ้าน ที่ดิน รถ ก็เริ่มขาย เริ่มจำนอง หมดความอบอุ่นของครอบครัวที่เคยมีความสุข หนำซ้ำคู่ชีวิตก็เปลี่ยนไปเป็นอื่น ขณะนั้นรู้สึกโกรธเคืองพนักงานสอบสวนที่ทำคดีมาก ได้แต่ใช้ธรรมะเข้าช่วยให้ใจสงบลง ตั้งใจว่าหากพ้นโทษออกมาจะต้องต่อสู้เพื่อความจริง”
ครูจอมทรัพย์เล่าในวันที่ได้รับอิสรภาพ แต่ยังเฝ้ารอความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมด้วยใจจดจ่อ ในวันที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปวันวาน วันที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าอบอุ่น
“ครูจอมทรัพย์” ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน ต้องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมนานถึง 11 ปี 10 เดือน
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม ครูจอมทรัพย์ถูกดำเนินคดีขับรถชนคนตาย พนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญา
วันที่ 25 สิงหาคม 2549 ศาลจังหวัดนครพนมพิพากษาให้จำคุก 3 ปี 2 เดือน แต่ด้วยความมั่นใจในความบริสุทธิ์ เธอปฏิเสธและสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้อง แต่ในที่สุดเธอถูก จำคุก 3 ปี 2 เดือนในชั้นศาลฎีกา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 และถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางจังหวัดนครพนม
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 สามีครูจอมทรัพย์ติดต่อขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครพนม เพื่อขอเงินจ้างทนายในการรื้อฟื้นคดี เป็นการต่อสู้เฮือกสุดท้ายเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับภรรยา
วันที่ 19 มีนาคม 2557 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอนุมัติเงินกองทุนยุติธรรมเป็นค่าธรรมเนียมศาล จำนวน 20,000 บาท ค่าจ้างทนาย จำนวน 50,000 บาท
อีก 2 เดือนถัดมา ความจริงที่ครูจอมทรัพย์เฝ้ารอเริ่มปรากฏ วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 นายสับ วาปี ผู้กระทำความผิดที่แท้จริง เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.นาโดน จ.นครพนม พร้อมรับว่าเป็นคนขับรถชน
วันที่ 10 มิถุนายน 2557 ศาลจังหวัดนครพนมพิพากษาในคดีแพ่ง ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 170,000 บาท โดยผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้ยื่นคำร้องขอชดใช้เงินเอง
วันที่ 24 ตุลาคม 2557 ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ กระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวและสืบสวนสอบสวนจนนำไปสู่การร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 นายสับให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ กระทรวงยุติธรรม ว่าเป็นเจ้าของรถกระบะ ทะเบียน 56 มุกดาหาร ที่ขับชนคนตาย
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ทนายความกองทุนยุติธรรมยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่
วันที่ 3 เมษายน 2558 “ครูจอมทรัพย์” ได้รับอภัยโทษและถูกปล่อยตัว รวมถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือนเศษ
อิสรภาพกลับคืนมา แต่ความสูญเสียและความโหดร้ายที่ครูจอมทรัพย์ต้องเผชิญยังต้องรอการพิสูจน์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้รื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยนัดพร้อมโจทก์ จำเลยในวันที่ 16 มกราคม 2560 เวลา 13.00 น. ที่ศาลจังหวัดนครพนม
คดีจับแพะ เช่น “ครูจอมทรัพย์” มิได้ เกิดขึ้นครั้งแรก จากสถิติการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ของสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ประจำปีงบประมาณ 2559 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 มีผู้มายื่นคำร้องขอ 702 ราย อนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือ 91 ราย ยอดเงิน 17 ล้านบาทเศษ
หรือแม้แต่คดีโด่งดังเมื่อ 30 ปีก่อน อุ้มฆ่า “เชอรี่ แอน ดันแคน” เด็กสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 16 ปี หน้าตาดี ดีกรีนางแบบนิตยสารบันเทิง เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2529
ครั้งนั้นตำรวจท้องที่ สภ.อ.เมืองสมุทรปราการ ใช้เวลาสืบหาฆาตกรประมาณ 1 เดือน จับกุมผู้ต้องหาเป็นชาย 5 คน พร้อมทั้งเปิดแถลงข่าวการจับกุมทันทีว่ามีประจักษ์พยาน อาชีพขับรถสามล้อรับจ้าง เป็นผู้เห็นเหตุการณ์
เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไปชาวบ้านต่างพากันประณามและเรียกร้องให้ประหารชีวิตฆาตกรกลุ่มนี้ ขณะที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการ กระทั่งส่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คนต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนอีก 1 คน อัยการปล่อยตัวไปเพราะหลักฐานอ่อน
ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต ต่อมาจำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์
ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง 3 จำเลย ขณะที่จำเลย 1 คนเสียชีวิตจึงให้จำหน่ายคดี แต่ยังให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา
ในที่สุดวันที่ 8 มีนาคม 2536 ศาลฎีกาพิพากษาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ชอบแล้ว พิพากษายืน
จำเลยได้รับการปล่อยตัว หลังถูกคุมขังนานถึง 6 ปี 7 เดือนเศษ โดยมิได้ประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว ทั้งหมดต้องทนทุกข์ทรมานสูญสิ้นอิสรภาพอยู่ภายในคุกที่สุขอนามัยย่ำแย่ ไม่ต่างกับตกนรกทั้งเป็น ชีวิตครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังสุดแสนลำเค็ญ ลูกสาวของหนึ่งในจำเลยถูกข่มขืนแล้วฆ่า ภรรยาเครียดจัดเสียชีวิตตามไป
และพบว่าจำเลย 2 รายติดโรคร้ายมาจากในคุก และเสียชีวิตภายหลังได้รับอิสรภาพไม่นานนัก
คงเหลือจำเลยเพียงคนเดียวที่ยังมีลมหายใจ แต่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เพราะกระดูกสันหลังร้าวนอนหงายไม่ได้ เหมือนคนพิการ เนื่องจากถูกซ้อมเพื่อให้รับสารภาพ
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากพยานโจทก์ที่เป็นคนขับรถสามล้อเพียงปากเดียวให้การเข้าข่ายปั้นพยานเท็จเพื่อจับแพะ
แม้ในเวลาต่อมาจะมีการรื้อคดีขึ้นมาอีกครั้ง ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตฆาตกรที่แท้จริง 2 คน ส่วนอีก 1 คนเสียชีวิตระหว่างการพิจารณาของศาล นายตำรวจผู้ปั้นพยานเท็จตัวการสำคัญถูกไล่ออกจากราชการและหลบหนี
คนขับรถสามล้อพยานเท็จถูกศาลพิพากษาจำคุก 8 ปี และศาลแพ่งสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ฝ่ายจำเลยและทายาท 7 คน รวม 26,038,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ยอดเงินรวมประมาณ 38,000,000 บาท
กระนั้นก็ไม่อาจทดแทนชีวิตและครอบครัวของผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปได้!!

