ปลัดแรงงานฯ เผย ที่มาหนี้แรงงานไทยไปทำงานอิสราเอล ทะลุแสนบาท! พร้อมคืนค่าตั๋วเครื่องบินกลุ่มชวดเดินทาง
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่า แรงงานไทยที่ผ่านการอนุมัติให้ไปทำงานในประเทศอิสราเอลแล้ว แต่ยังไม่ได้เดินทางไป เนื่องจากมีคำสั่งชะลอการส่งแรงงาน ว่า สำหรับแรงงานไทยในอิสราเอล เป็นการไปทำงานในภาคการเกษตร โดยเป็นโครงการระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลอิสราเอล (TIC) ดังนั้น แรงงานไทยในอิสราเอล จะไม่มีการเดินทางผ่านบริษัทจัดหางานที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานที่ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานในกลุ่มการก่อสร้าง ทำงานโรงงาน หรือทำงานด้านอิเลกทรอนิกส์ ซึ่งตรงนี้อาจจะมีค่าดำเนินการของบริษัทจัดหางาน
นายไพโรจน์กล่าวว่า การเดินทางไปทำงานในอิสราเอล ผ่านรัฐบาลไทย จะมีค่าใช้จ่ายผ่านกรมการจัดหางาน รวมทั้งสิ้นราวๆ 72,000 บาท ประกอบด้วย 1.ค่าประกันในบริษัทจัดหางานในอิสราเอล 40,000 บาท ซึ่งจะจ่ายตอนที่เดินทางไปถึงแล้ว ได้งานทำแล้ว 2.ค่าตั๋วเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งจะอยู่ประมาณ 20,000 – 30,000 กว่าบาท 3.ค่าทำหนังสือเดินทางไม่เกิน 2,000 บาท และ 4.ค่าตรวจโรคก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
เมื่อถามว่าทำไมแรงงานบางรายถึงมีภาระหนี้สินถึงหลักแสนบาท นายไพโรจน์กล่าวว่า เท่าที่ตนได้รับรายงานมา พบว่า แรงงานที่จะเดินทางไปทำงานส่วนใหญ่จะไปกู้เงินมาจ่ายค่าดำเนินการ ซึ่งไปอิสราเอลก็อยู่ที่ 72,000 บาท แต่จะมีแรงงานส่วนหนึ่งที่กู้เงินเกิน เพราะนำไปใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น เงินสำรอง ปิดหนี้สินในประเทศไทยก่อนเดินทางไปทำงาน ฉะนั้น ส่วนที่เกินมาไม่ใช่หนี้สินที่เกิดจากการไปทำงาน
เมื่อถามว่ามีแรงงานบางส่วนราวๆ 700 คนที่ถูกชะลอการเดินทาง สามารถขอคืนเงินให้ได้หรือไม่ นายไพโรจน์กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนที่คืนได้คือ ค่าตั๋วเครื่องบินพาณิชย์ที่แรงงานสามารถติดต่อกรมการจัดหางาน เพื่อประสานขอคืนเงินค่าตั๋วได้ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ไม่สามารถขอคืนได้ ขณะที่ ค่าประกันในบริษัทจัดหางานในอิสราเอล 40,000 บาท หากยังไม่ได้เดินทางไป ก็ไม่ได้จ่ายส่วนนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่ได้รับอนุมัติไปทำงานในอิสราเอลแล้วแต่ยังไม่ได้เดินทางไป ก็ขอให้มาติดต่อที่กรมการจัดหางาน เพื่อแจ้งความจำนงทำงาน เช่น หางานในประเทศ หรือขอไปทำงานประเทศอื่นๆ แทน
อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีความเป็นห่วงและอยากให้แรงงานไทยทุกคนกลับประเทศเพื่อความปลอดภัย จึงได้อนุมัติเงินเยียวยาให้แรงงานที่กลับมารายละ 50,000 บาท ประกอบกับเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ 15,000 บาทต่อคน

