เปิดความเห็นแย้ง ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ ปธ.ศาลอุทธรณ์ คดียกฟ้อง 21 พันธมิตร

6.11.23 | 14:20 น.

เปิดความเห็นแย้ง “ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์” ปธ.ศาลอุทธรณ์ คดียกฟ้อง 21 แกนนำพันธมิตร ปิดล้อมอาคารรัฐสภาขวาง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย ชี้ชัดกลุ่มจำเลยเป็นการกระทำละเมิด รธน.ผิดกฎหมายอาญา 116 เเละข้อหาอื่นๆ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้อง 21 อดีตแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯชุมนุมบริเวณรัฐสภา วันที่ 5-7 ตุลาคม ปี 2551 นั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ 32 หน้ากระดาษ

สรุปใจความว่า ตามข้อเท็จจริงที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยฟังมาดังกล่าว เห็นได้ว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรมีการจัดตั้งอย่างมีแผนงาน เป็นกลุ่มบุคคลจัดตั้งที่มีระบบบริหารจัดการอย่างดี มีการตั้งผู้บริหารจัดการการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกว่าแกนนำ ซึ่งตามพฤติการณ์ตามทางนำสืบของคู่ความ กลุ่มผู้ชุมนุมยินยอมเชื่อฟังแกนนำ เมื่อแกนนำรุ่นแรกถูกออกหมายจับ ก็มีการเลือกแกนนำรุ่นที่ 2 ดำเนินงานแทนได้ในทันทีอันแสดงถึงการจัดการอย่างมีระเบียบแบบแผน มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แกนนำจึงเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการกลุ่มพันธมิตรได้

โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึงการปราศรัยของฝ่ายจำเลยที่ปลุกระดมให้ปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีโดยโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นภาพว่า การปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล จำเลยที่ 1-5, 19 เป็นผู้พูดปราศรัย และที่เวทีหน้ารัฐสภา จำเลยที่ 4, 9-13 เป็นผู้พูดปราศรัย โจทก์นำสืบพยานบุคคลหลายปาก มีพยานบุคคลนำสืบถึงเหตุการณ์ว่า จำเลยหมุนเวียนกันปราศรัยปลุกระดมผู้ชุมนุมเคลื่อนไปปิดล้อมบริเวณอาคารรัฐสภารวมทั้งการตัดกระแสไฟฟ้าบริเวณอาคารรัฐสภา มีพยานสื่อมวลชน ตำรวจอีกหลายปาก นำสืบถึงการใช้อาวุธของกลุ่มผู้ชุมนุมใช้ไม้ และลูกเหล็กยิงจากหนังสติ๊กและแทงด้วยไม้คันธงปลายแหลม ได้ยินเสียงปืนจากกลุ่มผู้ชุมนุม

มีพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยมีการควบคุมการปิดถนนแยกการเรือนและถนนราชวิถี แยกขัตติยานี กลุ่มผู้ชุมนุมได้ตัดน้ำ ตัดกระแสไฟฟ้าของรัฐสภา

Advertisement

พยานปากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เบิกความยืนยันว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าพนักงานตำรวจ ขณะเคลื่อนย้ายผู้อยู่ในอาคารรัฐสภาให้ออกไปจนพยานกับเจ้าพนักงานตำรวจต้องหลบเข้าไปในอาคาร ซึ่งโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง ของสื่อมวลชนจำนวนมาก อ้างส่งประกอบคำเบิกความพยานโจทก์

โดยวัตถุประสงค์ของกลุ่มผู้ชุมนุมโดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.51 ในการปิดล้อมอาคารรัฐสภาไม่ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายก่อนเข้ารับหน้าที่ อันเป็นภารกิจและหน้าที่ของ ครม.ตามรัฐธรรมนูญ และการปิดล้อมไม่ให้ ส.ส., ส.ว. และ ครม.ออกจากรัฐสภาด้วยการล็อกกุญแจ ล่ามโซ่และขึงลวดหนามที่ประตูปราสาทเทวฤทธิ์ และด้วยการใช้กลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมบริเวณดังกล่าวนั้น เห็นว่าแม้เสรีภาพในการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่เสรีภาพในการชุมนุมย่อมต้องมีขอบเขตและข้อจำกัดเช่นเดียวกับเสรีภาพอื่นๆ ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกันบัญญัติไว้ ที่ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเเละประโยชน์สังคมส่วนรวมควบคู่กันไป
การใช้เสรีภาพอย่างปราศจากขอบเขตตามอำเภอใจ ผลกระทบต่อเสรีภาพของผู้อื่นย่อมมิใช่เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญเช่นกัน

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าเป็นผู้ควบคุมสั่งการกลุ่มผู้ชุมนุมมีเป้าหมายชัดแจ้งว่า เพื่อขัดขวางมิให้ ครม.ในรัฐบาลของนายสมชายเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ อันเป็นหน้าที่ของ ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินจึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อขัดขวางมิให้การเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าเป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสุจริต เป็นการกระทำที่มีเจตนาชัดแจ้งเพื่อกระทำการอันขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยมิให้ดำเนินไปได้ ถึงขนาดที่ถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของระบอบการปกครองแล้ว

นอกจากนั้น การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร มีการแบ่งหน้าที่กันทำ แบ่งกันควบคุมพื้นที่และควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมมีการแต่งตั้งฝ่ายที่ทำหน้าที่ควบคุมเรียกตนเองว่า “นักรบศรีวิชัย” มีลักษณะเป็นขบวนการพูดข่มขู่เจ้าพนักงานตำรวจระดับผู้บังคับการว่า หากผ่านเข้าไปในเขตที่พวกกลุ่มพันธมิตรตั้งสิ่งกีดขวางถนนและการจราจรไว้ จะไม่รับรองความปลอดภัยนั้น เป็นการชุมนุมที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

แม้การชุมนุมเมื่อเดือน พ.ค.51 เพื่อขับไล่นายสมัครจะผ่านไปด้วยเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อนายสมชายกับ ครม.ใหม่จะเข้าทำหน้าที่กลุ่มพันธมิตรยังจัดการชุมนุมต่อเนื่องเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบาย การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรจึงมีลักษณะเป็นขบวนการจัดตั้งที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยใช้วิธีจัดการชุมนุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กีดขวางการสัญจรในทางสาธารณะ อันมีลักษณะเป็นการกระทำซ้ำด้วยการใช้การปลุกระดม และมีลักษณะที่ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงในสังคมขึ้น ก่อให้เกิดการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรภายใต้การนำและกำกับควบคุมสั่งการวางแผนยุทธศาสตร์ โดยมีกองกำลังจัดตั้งเรียกว่า นักรบศรีวิชัย ควบคุมทางสัญจรอันเป็นทางสาธารณะมิให้บุคคลอื่นใช้ผ่านไปมาได้ตามปกติ โดยไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายรองรับพฤติการณ์ต่างๆ เช่นนี้ ส่อแสดงถึงเจตนาที่จะชุมนุม โดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำเช่นนี้ย่อมเข้าลักษณะกฎหมายปิดปาก

กล่าวคือไม่อาจอ้างได้ว่าใช้สิทธิโดยสุจริตจึงไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญดังที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัย ทั้งองค์คณะผู้พิพากษาได้วินิจฉัยในหน้า 44ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีไม้กระบอง ธงด้ามยาวและหนังสติ๊ก และฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่า กลุ่มผู้ชุมนุมใช้อุปกรณ์ดังกล่าวยิงและตีเจ้าพนักงานตำรวจจึงเป็นอาวุธอุปกรณ์ที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยเห็นได้อยู่ในตัวว่า เป็นสิ่งที่มีการเตรียมการไว้ก่อน มิฉะนั้น ย่อมไม่อาจจัดหาได้ในทันทีในขณะเจ้าพนักงานตำรวจผลักดันเพื่อสลายการชุมนุม อันแสดงชัดว่า การชุมนุมนั้นมีอาวุธ

ข้อที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยในหลายแห่งว่า แกนนำกลุ่มประกาศให้ชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่ก่อความวุ่นวาย แล้วนำมาเป็นเหตุผลประกอบการวินิจฉัยว่า การชุมนุมเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ เพื่อนำไปสู่บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 วรรคหนึ่ง ที่ให้สิทธิชุมนุมนั้น การประกาศดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามที่รับฟังได้ว่า การชุมนุมมีวัตถุประสงค์เพื่อเป้าหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญมาแต่ต้น และมิใช่การชุมนุมโดยสงบ ทั้งเป็นการชุมนุมโดยมีอาวุธ

ที่องค์คณะผู้พิพากษาฟังว่าแม้มีการตอบโต้จากผู้ร่วมชุมนุมบางคนบ้างโดยใช้หนังสติ๊กยิงหัวนอตโลหะ ขว้างลูกเหล็ก ขว้างประทัด และใช้ท่อนไม้ตี เจ้าพนักงานตำรวจก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว จะถือเอาเป็นเจตนาร่วมของผู้ร่วมชุมนุมทุกคนไม่ได้

ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่อาจชี้ได้ว่ากลุ่มจำเลยเป็นตัวการสั่งการและที่องค์คณะผู้พิพากษาฟังว่าหลังเกิดเหตุ กสม.ทำรายงานว่า การปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจขัดต่อหลักการปฏิบัติและเกินความจำเป็นเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ศาลปกครองสูงสุดก็วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจสลายการชุมนุมไม่เป็นไปตามขั้นตอนและไม่เหมาะสม มีการใช้แก๊สน้ำตามากเกินกว่าที่จะใช้โดยปกติ ทำให้เกิดการปั่นป่วนชุลมุนมีผู้บาดเจ็บ ถือว่าจำเลยและกลุ่มพันธมิตรมีเสรีภาพในการชุมนุมตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ฟังไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบอุทธรณ์โจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นนั้น

จึงไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ มูลเหตุการชุมนุมเกิดจากสาเหตุทางการเมือง ข้อเท็จจริงที่องค์คณะผู้พิพากษาพังยุติได้ความว่าผู้จัดชุมนุมมีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรขึ้นมาก่อนเกิดเหตุเป็นระยะเวลายาวนาน ประกาศตนเป็นกลุ่มต่อสู้ทางการเมือง มีการจัดตั้งที่มีการบริหารจัดการ มีการวางแผนงานล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายกดดันนายสมัคร นายกรัฐมนตรี ที่มาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ให้ลาออกจากตำแหน่ง มีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ

จัดการวางแผนอย่างเป็นระบบ ย่อมต้องมีการบังคับบัญชาสั่งการ ซึ่งได้ความว่ากระทำโดยกลุ่มแกนนำ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากนายกรัฐมนตรี แกนนำและผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรถูกออกหมายจับ ก็มีการผลัดเปลี่ยนแกนนำโดยจำเลยที่ 9-11 ได้รับเลือกเป็นแกนนำรุ่นที่ 2

เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดนายสมชาย นายกรัฐมนตรี กำหนดแถลงนโยบาย แกนนำกลุ่มพันธมิตรปราศรัยให้ผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลรวมตัวปิดล้อมอาคารรัฐสภาเพื่อคัดค้านการแถลงนโยบาย ปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภา ไม่ให้ ครม.และสมาชิกรัฐสภาเดินทางออกได้จนเจ้าพนักงานตำรวจต้องผลักดันสลายการชุมนุม

ข้อเท็จจริงคดีนี้จึงเป็นเหตุการณ์ชุมนุมที่มิได้เกิดขึ้นครั้งเดียวคราวเดียว แต่เป็นการชุมนุมยืดเยื้อเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือน เป้าหมายการชุมนุมมิได้มีกิจกรรมเดียว แต่มีกิจกรรมหลายครั้งต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เรียกร้องให้นายสมัครลาออกจนถึงการสกัดกั้นขัดขวางมิให้นายสมชายกับ ครม.เข้าแถลงนโยบาย มีการจัดตั้งกลุ่มเป็นระบบ มีการควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างดีด้วยการบริหารจัดการ มีการใช้ยุทธศาสตร์ในการบริหารการชุมนุม มีผู้ควบคุมการชุมนุมในแต่ละแห่งแยกกันโดยมีการประสานงานหารือกันให้เป็นไปอย่างที่แกนนำต้องการ ดังคำเบิกความพยานโจทก์ ที่เบิกความจำเลยที่ 21 อ้างว่าไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ต้องประสานขออนุญาตกลุ่มแกนนำก่อน

ส่วนที่องค์คณะผู้พิพากษาอ้างคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดและรายงาน กสม.ประกอบการวินิจฉัยนั้น ไม่มีกฎหมายรองรับว่า ศาลยุติธรรมต้องผูกพันในผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าว ต่างกับกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติให้ผูกพันทุกองค์กร

นอกจากนี้ แม้ได้ความว่าการปฏิบัติการของเจ้าพนักงานตำรวจในการสลาย การชุมนุมเป็นการเกินความจำเป็นโดยใช้ขั้นตอนที่ไม่เหมาะสม ใช้แก๊สน้ำตามากเกินกว่าปกติตามรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม การกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าพนักงานตำรวจก็เป็นเหตุการณ์อันเกิดขึ้นภายหลัง

จากการขัดขวางการแถลงนโยบายโดยกลุ่มพันธมิตรภายใต้การนำของจำเลย หามีผลต่อการชุมนุมโดยไม่ชอบ ของฝ่ายจำเลยที่เกิดขึ้นก่อนแล้วให้กลายเป็นความชอบธรรมและกลายเป็นการชุมนุมโดยชอบตามรัฐธรรมนูญไม่ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัย โดยเห็นว่า การชุมนุมของจำเลยที่ 1, 2 และที่ 4-21 ไม่ใช่การชุมนุมโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ในประเด็นความผิดตาม ป.อาญามาตรา116

ที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1, 2, 4-21 ไม่มีความผิดนั้น ไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่า เมื่อการชุมนุมมีเป้าหมายเพื่อกระทำการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญดังความเห็นแย้งข้างต้น และกรณีไม่ใช่การชุมนุมโดยสุจริตที่จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ การกระทำย่อมเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำการด้วยการ ปราศรัยด้วยวาจาหรือการกำกับสั่งการควบคุมด้วยวิธีการอันปกปิดในกลุ่มตนเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมกระทำการปิดล้อมอาคารรัฐสภาในตอนต้นมิให้การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีกระทำได้ และเมื่อขัดขวางไม่สำเร็จก็ปิดล้อมมิให้ผู้ที่อยู่ในอาคารรัฐสภาออกไปได้อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาพิเศษโดยมุ่งหมายให้ ครม.ไม่อาจทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้ จึงเป็นการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงกฎหมาย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรอยู่ในตัว และเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จึงเป็นความผิดตามมาตรา 116 แล้ว

โดยเห็นว่าดังความเห็นแย้งข้อ 2 และไม่ใช่การชุมนุมโดยสุจริตที่จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ ดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1, 2, 4-21 ย่อมเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำการเพื่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง นำไปสู่เหตุปะทะกันกับเจ้าพนักงานตำรวจจนเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น จึงเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 215 ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานสั่งให้กลุ่มพันธมิตร (ที่ขัดขวางการเข้ารัฐสภาเพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าไปและปิดล้อมรัฐสภาในภายหลังเพื่อไม่ให้ผู้ใดออก) ให้เลิกกระทำแล้ว แต่กลุ่มพันธมิตรภายใต้การกำกับดูแลกลุ่มจำเลย จึงมีความผิดตามมาตรา 216 ด้วย

ในส่วนความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309และ 310 เห็นว่า เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัย ฟังว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีการกระทำปิดล้อมขวางทางเข้าออกจนผู้เสียหาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกบางคนไม่สามารถเข้าออกอาคารรัฐสภาได้ ซึ่งการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ใต้การบังคับบัญชา สั่งการและควบคุมของจำเลยที่ 1, 2 และ 4-21 ดังกล่าวแล้ว อันเป็นการก่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมกระทำความผิดมาแต่ต้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะเกิดการปะทะกับเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย แม้กรณีเป็นการที่ผู้ชุมนุมตอบโต้เจ้าพนักงานตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตาจนเกิดเหตุบานปลายไม่อาจควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้ ผู้ชุมนุมระบายความโกรธแค้นด้วยวิธีการต่างๆ ดังที่องค์คณะวินิจฉัยก็ตาม จำเลยย่อมถูกปิดปากมิให้อ้างว่ามิใช่การกระทำอันเกิดแต่การก่อใช้หรือสั่งการของตนมาแต่ต้นหาได้ไม่ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมใช้กำลังคนที่เข้าชุมนุมจำนวนมากปิดล้อมอาคารรัฐสภาจนผู้เสียหายบางคนไม่สามารถเข้าออกอาคารรัฐสภาได้เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมทางเข้าออกและตะโกนว่า “ฆ่ามัน ฆ่ามัน”

จนเหล่าพยานติดค้างอยู่ในอาคารหลายชั่วโมง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมมีพฤติการณ์ทำให้พยานโจทก์เกิดความกลัวภัยจนไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาและต้องถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังจนเสียเสรีภาพไม่อาจเดินทางออกจากอาคาร อันล้วนเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ชุมนุมที่เกิดแต่การก่อหรือใช้หรือควบคุมสั่งการบังคับบัญชาของกลุ่มจำเลย จำเลยที่ 1, 2 เเละ 4-21 จึงมีความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309, 310 จึงทำความเห็นแย้งนี้ไว้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยทั้ง 21 คน เรียงตามลำดับ ประกอบด้วย 1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 70 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 2.นายพิภพ ธงไชย อายุ 72 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 3.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 68 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 4.นางมาลีรัตน์ แก้วก่า อายุ 65 ปีเศษ อดีต ส.ว.สกลนคร และอดีตแกนนำ พธม.รุ่น 2 5.นายประพันธ์ คูณมี อายุ 61 ปีเศษ อดีต สนช. 6.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 72 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 7.นายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 45 ปีเศษ อดีตผู้ประสานงาน พธม. 8.นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือนายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี อายุ 58 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 9.นายสำราญ รอดเพชร อายุ 60 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. รุ่น 2 10.นายศิริชัย ไม้งาม อายุ 57 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. รุ่น 2 11.นายสาวิทย์ แก้วหวาน อายุ 56 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม.รุ่น 2 12.นายพิชิต ไชยมงคล อายุ 37 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 13.นายอำนาจ พละมี อายุ 52 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 14.นายกิตติชัย ใสสะอาด อายุ 53 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 15.นายประยุทธ วีระกิตติ อายุ 63 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 16.นายสุชาติ ศรีสังข์ อายุ 58 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 17.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อายุ 61 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 18.นายศุภผล เอี่ยมเมธาวี อายุ 59 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 19.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก อายุ 53 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 20.นายพิเชฐ พัฒนโชติ อายุ 64 ปีเศษ อดีตรองประธานวุฒิสภา 21.นายวีระ สมความคิด อายุ 61 ปีเศษ นักสิทธิมนุษยชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการทำความเห็นแย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นอำนาจของประธานศาลอุทธรณ์ซึ่งอาจให้เกิดสิทธิในการโต้เเย้งในชั้นฎีกาได้
โดยสามารถอ่านความเห็นแย้งนายชูชัย ประธานศาลอุทธรณ์ฉบับเต็มได้ตามลิงก์

http://bit.ly/3Qn4TSV