พบคนไทยเครียด ป่วยจิตเวช ‘ซึมเศร้า’ มากสุด แนะ หมั่นสำรวจจิตใจ-อารมณ์ของตัวเอง
วันที่ 7 พฤศจิกายน พญ.ปวีณา ศรีมโนทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช Bangkok Mental Health Hospital หรือ BMHH เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล BMHH ซึ่งได้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2566 มีผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษากว่า 1000 ราย โดยพบว่า อันดับ 1 ของโรคทางจิตเวชที่เข้ารับการรักษา คือ โรคซึมเศร้า อันดับ 2 คือ โรควิตกกังวล อันดับ 3 คือผู้ที่มีความเครียดสูงและต้องการคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ปัญหาคู่ครอง ปัญหาเรื่องการทำงาน ส่วนอันดับ 4 และ 5 ได้แก่ โรคแพนิค และโรคไบโพลาร์ ตามลำดับ
พญ.ปวีณากล่าวว่า โดยช่วงอายุของผู้เข้ารับการรักษา จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25-40 ปี เป็นช่วงชีวิตที่มีความเสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เริ่มวางแผนชีวิตจริงจัง มีความคาดหวังในการทำงาน แต่งงาน มีลูก มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตค่อนข้างมาก รวมถึงสิ่งแวดล้อมปัจจุบันที่มีความเครียด ความกดดัน มีการแข่งขัน และมีความคาดหวังสูง
“จากสถิติที่รักษาคนไข้ในช่วงกว่า 3 เดือนของเรา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนด้านสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้น สอดรับกับเทรนด์ทั่วโลกที่เหมือนกันทั้งหมด คนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น ทั้งในไทยและต่างประเทศ หากมีปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ด้านสังคม เศรษฐกิจ ครอบครัว รวมถึงโรคระบาด ล้วนส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตและปัจจุบันเราจะพบลักษณะของผู้รับบริการที่มีปัญหาสุขภาพจิตหลากหลายรูปแบบมากขึ้น” พญ.ปวีณากล่าว
พญ.ปวีณากล่าวว่า ไม่เพียงเฉพาะ ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท ซึ่งมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน, โรคทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค, ภาวะการปรับตัวผิดปกติ หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ ยังพบกลุ่มที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรค แต่ต้องการคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา ได้แก่ ผู้ที่มีความเครียด ไม่สบายใจ แก้ปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ เช่น มีปัญหาการปรับตัวในการเรียน การทำงาน ปัญหาด้านความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก หรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่ครอง ถือว่าเป็นข้อดีมากๆ ที่คนส่วนใหญ่มองเห็นว่าการพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นเรื่องปกติ
พญ.ปวีณากล่าวว่า อาการป่วยของผู้ป่วยด้านจิตเวชเกิดจากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่าง โรคซึมเศร้า ที่พบเกิดจากสารเคมีในสมองที่มีความไม่สมดุล ทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ที่เศร้าผิดปกติ การรักษาด้วยยาเพื่อช่วยปรับสารเคมีในสมองจึงเป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันมียาชนิดใหม่ๆ มากขึ้น ร่วมกับการรักษาด้วยการทำจิตบำบัด หรือ พฤติกรรมบำบัด ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย แนวทางการรักษาของ BMHH มีการวางแผนเฉพาะบุคคลร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ จิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาลเฉพาะทางและเภสัชกร โดยผู้รับบริการจะได้รับการประเมินและทำแบบทดสอบเบื้องต้นจากพยาบาล
พญ.ปวีณากล่าวว่า จากนั้นจิตแพทย์ จะวินิจฉัยจากการสอบถามข้อมูลต่างๆ จากผู้ป่วยหรือญาติ ร่วมกับแบบประเมิน แบบทดสอบต่างๆ และวางแผนการรักษา ขณะที่นักจิตวิทยาคลินิกจะช่วยในการทำจิตบำบัดหรือพฤติกรรมบำบัด และทีมเภสัชกรจะดูแลเรื่องของการรับประทานยา ผลข้างเคียงของการใช้ยา กรณีที่มีโรคประจำตัวและมียาที่รับประทานเป็นประจำ ทีมเภสัชกรจะคัดกรองยาที่ห้ามรับประทานร่วมกันเป็นต้น
“โรคทางจิตเวชรักษาได้ เป็นโรคของความรู้สึก พฤติกรรม ความคิด แตกต่างจากโรคทางกายทั่วไป ต้องสังเกตให้ลึกซึ้ง มองหาต้นเหตุของการป่วยมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น สิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่เป็นอย่างไร มีพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้ป่วยทำเป็นประจำและส่งผลไม่ดีต่อตัวเองหรือไม่ การวินิจฉัยโรคและการรักษาต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง นอกจากการรับประทานยาแล้วอาจปรับความคิด ปรับพฤติกรรมบางอย่าง” พญ.ปวีณากล่าว
พญ.ปวีณากล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต จึงควรหมั่นสำรวจและทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเอง บริหารจัดการอารมณ์ ความเครียด หากต้องการความช่วยเหลือ ควรรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา เพื่อขอคำแนะนำ หาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดสะสม จนส่งผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ


