‘บิ๊กโจ๊ก’ ร่วม สตม.เเถลงข่าว 2 คดี เเก๊งคอลไต้หวัน-ญี่ปุ่นตั้งฐานในไทย หลอกคนญี่ปุ่น สูญกว่า 9 พันล้านบาท พร้อมรวบหนุ่มเยอรมัน หนีคดีล่วงละเมิดเด็กกบดานเชียงดาว
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ ห้องสวนพลู ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพรรษา ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 รรท.ผบช.สตม. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้กระทำความผิด รวม 2 คดี 1.สตม.รวบหนุ่มไต้หวัน-ญี่ปุ่น ตั้งแก๊งคอลเซนเตอร์ในไทย หลอกประชาชนผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นหลายราย 2.สตม.รวบหนุ่มเมืองเบียร์ หนีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก กบดานเชียงดาว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า เป็นการร่วมมือผ่านต่างประเทศโดยในกรณีเเรกที่มีการเข้ามาตั้งเเก๊งคอลเซนเตอร์ในประเทศไทยโดยมีหัวหน้ากระบวนการเป็นคนไต้หวันและมีเจ้าหน้าที่คอลเซนเตอร์เป็นคนไทย จะเห็นพัฒนาการของเเก๊งคอลเซนเตอร์ ที่เดิมทีนั้นจะมีฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่ในทุกวันนี้นั้นเริ่มมีการระบาดเข้ามาในประเทศไทย เเต่แก๊งคอลเซนเตอร์นี้นั้นเป็นเเก๊งที่หลอกลวงชาวญี่ปุ่นโดยชาวญี่ปุ่นที่เป็นคอลเซนเตอร์ ซึ่งมีผู้เสียหายที่เป็นคนญี่ปุ่น จากการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศพบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจากเคสที่เกิดในประเทศญี่ปุ่นกว่า 17,500 ว่าราย มูลค่ากว่า 9 พันล้านบาทโดยความเสียหายนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับชาวไทยเเต่เกิดขึ้นกับชาวญี่ปุ่น โดยในรายละเอียดของคดีนั้นให้ทาง สตม.เป็นผู้อธิบาย
กรณีในเคสที่ 1.รวบหนุ่มไต้หวัน-ญี่ปุ่น ตั้งคอลเซนเตอร์ในไทย หลอกประชาชนผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นหลายราย โดย พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. กล่าวว่าในเคสนี้ได้มีการจับผู้ต้องหารายรายสำคัญได้ดังนี้
1.นายเฉิน (นามสมมุติ) อายุ 50 ปีสัญชาติไต้หวัน (เพิกถอนวีซ่า) หัวหน้าขบวนการ
2.นายเหอ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปีสัญชาติไต้หวัน (OVERSTAY) รองหัวหน้าและเจ้าหน้าที่หาบัญชีม้า
3.นายไดซูเกะ (นามสมมุติ) อายุ 49 ปีสัญชาติญี่ปุ่น (เพิกถอนวีซ่า) เจ้าหน้าที่คอลเซนเตอร์
4.นายทาโร่ (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี สัญชาติญี่ปุ่น (เพิกถอนวีซ่า) เจ้าหน้าที่คอลเซนเตอร์
สืบเนื่องจาก บก.สส.สตม.ได้รับประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันและญี่ปุ่น กรณีแก๊งคอลเซนเตอร์ กลุ่มหนึ่ง ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด บก.สส.สตม.จึงได้สืบสวนติดตามผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พฤติการณ์การกระทำความผิดคือ ขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ มีคนไต้หวันทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีม และคนญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นพนักงาน โดยพนักงานคนญี่ปุ่นจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อหลอกลวงคนญี่ปุ่น และรับหน้าที่จัดหาคนญี่ปุ่น ซึ่งบินจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเป็นพนักงาน CALL CENTER ในประเทศไทย โดยจะให้ส่งข้อความโทรศัพท์ผ่านระบบ VOIP ไปยังผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งฐานคอลเซนเตอร์ อยู่ในหมู่บ้านหรูใน จ.สมุทรสาคร เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำการขอหมายคันต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเข้าทำการตรวจคัน ผลการตรวจค้นพบคนต่างด้าว จำนวน 3 คน ได้แก่ 1.นายเฉิน 2.นายเหอ และ 3.นายไดซูเกะ พร้อมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 11 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวน 2 เครื่อง บัตรกดเงินสดเเละบัตรเครดิต จำนวน 5 ใบ และสคริปต์บทสนทนาที่ใช้สำหรับการพูดคุยกับผู้เสียหายและแบบฟอร์มกรองข้อมูลผู้เสียหายฉบับภาษาจีนและญี่ปุ่นหลายชุด
จากการสืบสวนขยายผลพบว่า หัวหน้าของขบวนการดังกล่าวเป็นคนไต้หวัน ซึ่งสั่งการมาจากประเทศไต้หวันมีนายเหอเป็นรองหัวหน้า ทำหน้าที่ในการจัดหาบัญชีม้า และควบคุมพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานคอลเซนเตอร์ รวมถึงการประสานงานกับผู้ร่วมขบวนการในการหาคนญี่ปุ่นเข้ามาทำงานเป็นพนักงานคอลเซนเตอร์นอกจากนี้ นายเหอยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการไต้หวันจำนวน 2 หมาย ในข้อหานำเข้ายาเสพติดและฉ้อโกง ส่วนนายเฉิน เป็นรองหัวหน้า ทำหน้าที่ในการควบคุมพนักงานชาวญี่ปุ่นในการจัดหาข้อมูลของประชาชนชาวญี่ปุ่น เพื่อส่งให้กับพนักงานคอลเซนเตอร์ ใช้ในการโทรหลอก และนายใดชูเกะ ทำหน้าที่ในการพูดคุยหลอกลวงผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น และหากหลอกผู้เสียหายได้จะทำการจดบันทึกข้อมูลของผู้เสียหายลงในแบบฟอร์ม
ทั้งนี้นั้น บก.สส.สตม.ยังได้ขยายผลร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันและเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นที่ประจำประเทศไทยพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีคนต้หวันเป็นหัวหน้าทีมและมีการนำคนชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำหน้าที่เป็นพนักงานคอลเซนเตอร์ แล้วจำนวนหลายราย โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนยังสืบทราบอีกว่านายทาโร่ ซึ่งทำหน้าที่ในการจัดหาคนญี่ปุ่นมาทำคอลเซนเตอร์ หลบหนีไปอยู่ที่ จ.กระบี่
จึงสอบสวนจนทราบว่า หลบหนีอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.กระบี่ จากการตรวจสอบในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทราบว่า นายทาโร่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2566 คนอยู่ชั่วคราว (NON-90) การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด จึงได้เสนอให้ ผบก.ส.สตม. เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายโร่ จากนั้นได้พบตัวนายทาโร่ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.กระบี่ จึงได้แจ้งให้นายทาโร่ทราบ และนำกลุ่มงานสอบสวน บก.ส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของผู้ต้องหารายอื่นของขบวนการนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศไต้หวันและญี่ปุ่น จะได้ทำการออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาในไต้หวันและประเทศญี่ปุ่นต่อไป

ในกรณีที่ 2 รวบหนุ่มเมืองเบียร์ หนีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก กบดานเชียงดาว ทาง พล.ต.ต.รัฐโชติกล่าวว่า ในเคสนี้ได้จับกุมผู้ต้องคือนายไมค์ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี สัญชาติเยอรมัน ผู้ต้องหาตามหมายจับเมืองฮัมบวร์ค ในฐานความผิด ร่วมกันละเมืดทางเพศเด็ก, ชักจูงเด็กโดยการเเสดงภาพหรือเสนอภาพลามกอนาจาร โดยสืบเนื่องจาก สืบเนื่องจาก ตร.ได้สั่งการให้ สตม.พิจารณาดำเนินการ กรณีสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย มีหนังสือมายังกองการต่างประเทศ แจ้งข้อมูลนายไมค์ สัญชาติเยอรมัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล เมืองฮัมบวร์ค ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันละเมิดทางเพศเด็กฯ
สืบเนื่องจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้สั่งการให้ สตม.พิจารณาดำเนินการ กรณีสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย มีหนังสือมายังกองการต่างประเทศ แจ้งข้อมูลนายไมค์ สัญชาติเยอรมัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลเมืองฮัมบวร์ค ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันละเมิดทางเพศเด็กฯ
จากการสืบสวนทราบว่านายไมค์ ได้ไปพักอาศัยอยู่กับหญิงไทยที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบนายไมค์อยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จึงได้แจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ได้รับทราบ และได้เปรียบเทียบปรับเจ้าของบ้านในข้อหา เจ้าบ้าน
เจ้าของ หรือผู้ครอบครองเคหสถาน รับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยแล้วไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมง จากนั้นได้นำตัวนายไมค์ ส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักตัวรอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่อไป
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า วันนี้ทาง สตม. โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ เจ้าหน้าที่ทุกนายและตน ได้มีการนำหมาย red notice ทั้งหมดที่ได้รับการประสานงานจากประเทศต่างๆ มาอัพเดตใหม่ทั้งหมดเพื่อที่จะดำเนิดการไล่สืบสวนและจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดเพื่อที่จะไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นเเหล่งพักพิงหรือใช่ประเทศไทยเป็นเเหล่งฝอกเงินได้อีกต่อไป



