กทม.เล็งเปลี่ยน ‘รถขยะ EV’ ลดฝุ่น – ‘ขึ้นค่าเก็บ’ ใช้เศรษฐศาสตร์จูงใจ จ่ายถูกลงถ้า ‘แยกขยะ’ เผยต่างชาติอยากมาลงทุน แต่ไม่ปลื้ม ‘ฝังกลบ’
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 2 (ห้องเธียร์เตอร์) ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย – ญี่ปุ่น) ดินแดง นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดการมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร “เปิดโลกขยะ กทม.” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและแผนการบริหารจัดการมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การจัดการเป็นไปตามหลักวิชาการและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สำหรับการประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ เป็นรูปแบบการเสวนาและเปิดรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “การพัฒนาระบบการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร” ซึ่งกรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นและข้อเสนอต่อการจัดการมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็น “มหานครปลอดภัย-ปลอดมลพิษ” สอดคล้องตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี พ.ศ. 2556 – 2575 สำหรับปัจจุบัน กทม.มีการบริหารจัดการมูลฝอยและของเสียอันตรายด้วยแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero waste management) และมีการนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) รวมถึงทำให้ขยะเหลือน้อยที่สุดและกำจัดที่เหลือ (residue) ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิผล พร้อมทั้งมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบกำจัดมูลฝอย เพื่อลดผลกระทบต่างๆ จากการฝังกลบ

ในตอนหนึ่ง นายพรพรหม ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กล่าวในหัวข้อ “มุมมองใหม่การจัดการขยะกรุงเทพมหานคร” ว่า วิธีบริหารจัดการขยะของ กทม. รวมถึงแนวทางที่อาจจะเปลี่ยนคือ เรื่อง รถขยะ EV เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนการจัดการขยะปลายทาง ที่มีแนวทางในการลดอัตราการฝังกลบ เปลี่ยนเป็นวิธีอื่นๆ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยโจทย์ที่ได้รับวันนี้คือพูดถึงแนวทางจัดการผ่านนโยบาย ว่าภาพรวมควรจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เรามองว่าครบวงจรมากๆ ในเขตใดเขตหนึ่ง ในอนาคตจะต้องแบ่งเป็น 3 ระดับคือ
1.ระดับประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจจะเป็นงานรณรงค์ค่อนข้างเยอะ ทิศทางของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คือให้แยกขยะเป็นเปียกกับแห้ง เนื่องจากในเชิงเศรษฐศาสตร์ การนำไปรีไซเคิลจะเพิ่มมูลค่าขึ้นเยอะ
“เป็นแนวทางใหม่ จากที่เมื่อก่อนต้องแยกขยะ มีซาเล้งไปรับ หรือต้องไปที่ร้านรับซื้อของเก่า แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแอพพลิเคชั่น เยอะเชื่อมต่อผู้ที่มีขยะหรือทรัพยากร กับผู้ที่อยากได้ มานัดเจอกัน บางบริษัทมีรถมารับหน้างาน โอนเข้าบัญชี หลายคนสะท้อนออกมาว่า โควิด-19 เปลี่ยนรูปแบบการมองของเขา เขามองเดลิเวอรี่อย่าง ไลน์แมน แกร็บ เกิดขึ้นเยอะ ทำไมขยะเป็นเช่นเดียวกันไม่ได้ ก็ไปรับซื้อถึงบ้าน เป็นโอกาสที่ดี” นายพรพรหมชี้
นายพรพรหมกล่าวว่า ส่วน กทม. มีหน้าที่ส่งเสริม ตามแหล่งกำหนด ชุมชน อาคารสำนักงาน แล้วก็ไปบอกเขาว่ามีเรื่องแบบนี้ ก็แมชชิ่งกัน ท้ายที่สุดจะดีสำหรับเมือง เพราะขยะที่กรุงเทพฯ ต้องรับนั้น น้อยลง คนอื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง มากกว่าการแบบฝังกลบ
“จริงๆ เรามีนโยบายอยากให้บริษัทต่างชาติมาลงทุนที่ กทม.มากขึ้น จะได้ดึงแรงงานย้ายมา กทม. แต่เขาก็มีคำถามว่า ถ้ามาตั้งบริษัทจะซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพียงอย่างเดียวได้หรือไม่ เพื่อที่เขาจะได้ไปรายงานกับบอร์ดและประเทศของเขา ว่าซื้อไฟจากพลังงานทดแทนอย่างเดียว ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ กับอีกคำถาม 2.เป็นไปได้ไหมที่อาคารสำนักงานของเขาไม่ส่งขยะไปฝังกลบเลย เพื่อที่เขาจะได้ไปรายงานได้ว่าเขาทำเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เขายินดีแยก ณ แหล่งกำเนิด เขาบอกว่าเลยว่าเขาพร้อมยอมจ่ายแพงกว่าอัตราที่ กทม.เก็บ จ่ายให้เอกชนในราคาที่แพงกว่าเพื่อการันตีได้ว่าจะมีการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ทุกคนเริ่มปรับตัวเป็นแนวโน้มในอนาคต” นายพรพรหมกล่าว

นายพรพรหมกล่าวว่า “ระดับที่ 2” ไม่ใช่แค่รีไซเคิล เรื่องเศษอาหาร ถ้าแยกได้ดี เกษตรกรก็อยากจะมารับ เพราะค่าอาหารสัตว์แพงขึ้น ถ้ามีเศษอาหาจากแหล่งกำเนิดฟรี เขาพร้อมจะเข้ามารับในเมือง
ส่วนที่ 3 ระบบอีโคซิสเต็ม ทุกที่ควรจะต้องมีจุด Drop-off เพื่อให้คนที่รับพร้อมเอาไปใช้ประโยชน์ได้ คือภาพรวมของนโยบาย
นายพรพรหมกล่าวต่อว่า สำหรับ “ภาครัวเรือน” ที่ทำอยู่คือ ไปขอความร่วมมือตามความสมัครใจ เพราไม่มีกฎหมายบังคับ ถ้าเขาพร้อมที่จะทำ เราก็ยังไม่มีแรงจูงใจขนาดนั้นให้แยก ชีวิตเขาเหมือนเดิมแค่อาจจะรู้สึกดี เราจึงไปคิดถึงมิติที่ว่า ทำอย่างไรที่จะเพิ่มแรงจูงใจให้คนแยกขยะได้ ก็มีเรื่องกลไกทางเศรษฐศาสตร์เข้ามา ปัจจุบัน กทม. เก็บค่าทำเนียมอยู่แล้ว กลุ่มที่ 1 ต่ำกว่า 20 ลิตร จ่าย 20 บาท/เดือน
“แนวทางคือ เราจะเพิ่มค่าทำเนียม 3 เท่า จาก 20 บาทขึ้นมาเป็น 60 บาท แต่ไหนๆ จะเพิ่มแล้ว ก็เพิ่มในมิติที่ถ้าคุณลงทะเบียนกับเขตว่าจะ ‘แยะขยะ’ สามารถมีการ Verify ได้ ก็สามารถลดหย่อนลงมาจาก 60 เป็น 20 บาท เหมือนเดิม เป็นแรงจูงใจในเชิงเศรษฐศาสตร์ คนที่ไม่แยกก็แล้วแต่ แต่คุณก็จ่ายแพง ก็เป็นงบกลับมาที่ กทม. คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่และผ่านคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว” นายพรพรหมเผย
นายพรพรหมกล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่ผลิตขยะเยอะๆ จะคิดค่าจัดเก็บเป็นอัตราก้าวหน้าอยู่แล้ว คิดเป็นหน่วย ถ้าขยะมากก็จ่ายมาก ขยะน้อยก็จ่ายน้อย
“ทำให้เขาคิดลงทุนในการกำจัดขยะออนไซต์มากขึ้น จากเมื่อก่อนมี 1 ลูกบาศก์เมตร ก็ต้องหาทางลดให้เหลือ 400-500 ลิตรให้ได้ เพื่อที่เขาจะได้จ่ายค่าทำเนียมจัดการขยะให้ กทม. น้อยลง”
นายพรพรหมกล่าวว่า ส่วนสุดท้าย “การบังคับ” มีคณะกรรมการที่กำลังหารือกัน ว่ามีวิธีการที่จะบังคับให้ประชาชนแยกขยะมากขึ้นเหมือนที่ต่างประเทศเขามีอย่างไร ปัจจุบันกฎหมายอาจจะเขียนกว้างๆ ว่าเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นในการจัดการขยะ แต่บางประเทศจะมีวิธีเขียนว่า ประชาชนทุกคนต้องเขามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะเช่นกัน ต้องหาวิธี

จากนั้น นายพรพรหม กล่าวถึงขั้นตอนหลังการเก็บ ซึ่ง ‘โครงสร้างต้องพร้อมในการจัดการขยะ’
“ถ้าเราส่งเสริมในการคัดแยกขยะต้นทาง แต่กลางทางต้องพร้อม อันนี้เจอเยอะมาก คนก็จะบอกว่าไหนให้แยกขยะ แยกแล้วก็มาเทรวมอยู่ดี ผมว่าโครงสร้างต้องพร้อมเหมือนกัน ตอนนี้รถขยะของ กทม.ข้างหลังคนขับมีคอกรถ ปัจจุบันมีคอกสีเหลือง สำหรับขยะไซเคิล สีส้มขยะอันตราย แต่แนวทางใหม่ให้เพิ่มถังสีเขียว ที่เป็นเศษอาหารเข้าไปด้วย
ถ้าประชาชนช่วยแยก แล้วรอขอความร่วมมือในการช่วยเขียนให้ชัด หรืออย่างน้อยเป็นถุงใสให้เห็น ก็จะเก็บได้อย่างถูกวิธี ซึ่งตอนนี้หลายเส้นทางที่เรานำร่องไปเวิร์กมาก ตอนนี้ก็ขยายให้ครบ 50 เขต
สำหรับรถที่มีขยะที่แยกประเภทเยอะ อาจจะใช้รถเปิดข้าง บางเขตให้คนลงทะเบียนทั้งร้านอาหาร ประชาชน จะเห็นในแผนที่ว่าบ้านที่แยกขยะอยู่ตรงไหนบ้างก็วิ่งตามนั้นเลย ตอนนี้ก็มีแนวทางว่าทุกเขตจะต้องมีรถเปิดข้าง 1 คัน สำหรับวิ่งรับเศษอาหารโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ให้ความร่วมมือ และคนกลุ่มนี้จะลงทะเบียนคัดแยกขยะลดค่าธรรมเนียมในอนาคต” นายพรพรหมกล่าว
- อ่านข่าว : เห็นด้วย ‘ชัชชาติ’ ลดภาระค่าเก็บขยะ – เสนอใหม่ คัดแยกต้นทาง จ่ายแค่ 20/เดือน จาก 60 บาท
- ส.ก.ยานนาวา ตั้งกระทู้ถามสดหนุน กทม.ใช้รถเก็บขยะไฟฟ้า
- ‘ชัชชาติ’ ชวนออกมาใช้ชีวิตให้สนุก จัดเต็ม ‘เทศกาลของปชช.’ 200 กิจกรรมจุกๆ ส่งท้ายปี66


