สืบนครบาล รวบบัญชีม้ากลางร้านเสริมสวย หลอกกดรับออเดอร์สินค้า ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทปลอม
ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ รรท.รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ปราบปรามอาชญากรรมที่กระทำความผิดทุกรูปแบบ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เร่งทำการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับเกี่ยวกับคดีออนไลน์
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ และคณะ พร้อมชุดปฏิบัติการที่ 3 ได้ร่วมกันจับกุมตัว
น.ส.อลิษา อายุ 31 ปี ชาว อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ที่ จ.22/2566 ลงวันที่ 30 ม.ค.66 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยจับกุมได้ที่บริเวณศูนย์การค้า แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
จากการตรวจสอบหมายจับในระบบยังพบหมายจับติดตัวอีก 3 หมาย ดังนี้
1) หมายจับศาลจังหวัดวิเชียรบุรี ที่ 126/2565 ลงวันที่ 14 ก.ย.65 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นโดยทุจริตหรือโดยการหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น”
2) หมายจับศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ จ.183/2566 ลงวันที่ 25 พ.ค.66 ข้อหา “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฉ้อโกง”
3) หมายจับศาลจังหวัดยะลา ที่ จ.483/2566 ลงวันที่ 11 ก.ย.66 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

พฤติการณ์ในคดี กล่าวคือ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2565 ผู้เสียหายพบประกาศโฆษณาของเพจเฟซบุ๊กชื่อ “Often feel 7” ชักชวนให้ทำงานสร้างรายได้เสริมผ่านอินเตอร์เน็ต ผู้เสียหายสนใจจึงเข้าไปติดต่อสอบถามกับแอดมินผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ชื่อ “พลอย” ซึ่งเป็นผู้แนะนำบอกรายละเอียดเกี่ยวกับงานว่าเป็นการสร้างรายได้โดยการกดรับออเดอร์สินค้าให้กับร้านค้าในแอพพลิเคชั่นช้อปปิ้งชื่อดัง
โดยจะทำงานผ่านแพลตฟอร์มของทางบริษัท เพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้า โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชั่นตามยอดขายสินค้าที่กดรับออเดอร์ ในขั้นตอนการทำงานนั้นแอดมินจะส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายเข้าไปลงทะเบียนเพื่อสมัครใช้งานแพลตฟอร์มของบริษัทก่อน
จากนั้นจะให้ผู้เสียหายเป็นผู้เติมเงินเข้าระบบสมาชิกเพื่อเป็นเงินทุนสำรองจ่ายค่าสินค้า ซึ่งแอดมินได้ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี น.ส.รสสุคนธ์ ซึ่งในครั้งแรกๆ นั้นผู้เสียหายได้ทำตามขั้นตอนที่แอดมินแนะนำและได้รับผลตอบแทนจริง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ และแอดมินได้ชักชวนให้ผู้เสียหายทำงานในลักษณะดังกล่าวต่อไปอีก จากนั้นผู้เสียหายจึงโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารเดิมอีก จำนวน 500 บาท แต่ในวันดังกล่าวแอดมินแจ้งว่าแผนการลงทุนในราคา 500 บาท คิวงานเต็มหมดแล้ว ยังไม่สามารถทำได้ มีแต่แผนการลงทุนที่มีจำนวนสูงกว่านี้ จนกระทั่งวันที่ 8 เมษายน 2565 แอดมินจึงได้ส่งข้อความมาชักชวนให้ผู้เสียหายทำงานอีก
โดยในครั้งนี้ได้ให้ผู้เสียหายเข้าไปพูดคุยกับผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ชื่อ “คุณครู ญาณิศา ณาดาศิริกุล” เป็นแอดมินเพื่อติดต่อขอรับงาน แนะนำขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งผลตอบแทนในแต่ละระดับให้ผู้เสียหายเลือกว่าจะลงทุนในราคาใด ซึ่งในครั้งนี้ผู้เสียหายตกลงทำแผนลงทุนในราคาเริ่มต้น 500 บาท ซึ่งมีเงินทุนเดิมอยู่แล้วที่โอนเข้าระบบในครั้งก่อนหน้านี้โดยแผนการลงทุนนี้จะต้องรับออเดอร์ทั้งหมด 10 ออเดอร์ ผู้เสียหายถึงจะสามารถถอนเงินทุนพร้อมผลตอบแทนออกมาได้ จากนั้นผู้เสียหายจึงรับทำงานรับออเดอร์ไปเรื่อยๆ ต่อมาออเดอร์ในครั้งหลังๆ จะมีราคาสินค้าสูงกว่าเงินทุนที่ผู้เสียหายมีอยู่ในระบบสมาชิก แอดมินจึงให้ผู้เสียหายโอนเงินทุนเข้าไปเพิ่มเติม
โดยให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี น.ส.อลิษา (ผู้ต้องหาที่ถูกจับ) ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารดังกล่าว จำนวน 1,500, 4,400 และ 13,000 บาท รวมเป็นเงินที่ผู้เสียหายโอนเข้าไปทั้งหมด จำนวน 19,400 บาท จนถึงออเดอร์ที่ 10 ซึ่งเป็นออเดอร์สุดท้าย และแอดมินอ้างว่าหากผู้เสียหายทำรายการเสร็จก็จะสามารถถอนเงินทุนพร้อมกับผลตอบแทนออกมาได้
แต่ราคาสินค้าในออเดอร์ที่ 10 มีราคาสูงกว่าเงินทุนที่ผู้เสียหายมีอยู่ในระบบ
จากการซักถาม ผู้ต้องหาให้การว่า เมื่อประมาณปี 2564 พบประกาศชักชวนให้เปิดบัญชีทางเพจเฟซบุ๊ก (จำชื่อไม่ได้) ตนจึงอินบ็อกซ์เข้าไปพูดคุย โดยตนได้ตกลงเปิดบัญชีให้ทั้งทางออนไลน์ และไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร ที่จำได้มีดังนี้ บัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัล พระรามเก้า (จำหมายเลขบัญชีไม่ได้) จำนวน 2 บัญชี บัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัลบางกะปิ (จำหมายเลขบัญชีไม่ได้) จำนวน 1 บัญชี และยังรับว่าได้เปิดบัญชี ทั้งเปิดออนไลน์และเปิดที่ธนาคาร รวมประมาณ 10 กว่าบัญชี โดยได้รับค่าจ้างเปิดบัญชีประมาณบัญชีละ 700-1,500 บาท
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวแจ้งเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนว่า ในสังคมปัจจุบันมิจฉาชีพมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงมากมายหลายรูปแบบ ขอให้ประชาชนได้โปรดใช้สติในการใช้ชีวิตในสังคม อย่าหลงเชื่อกลโกงต่างๆ ของมิจฉาชีพซึ่งมีอยู่มากมาย หากไม่แน่ใจหรือสงสัยว่าบุคคลที่เข้ามาเสนอผลประโยชน์นั้นจะเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดมายังเพจ “สืบนครบาล IDMB” ได้ตลอด 24 ชม. แม้จะเป็นคดีที่มีความเสียหายไม่มาก แต่หากเป็นคดีที่ประชาชนเดือดร้อน เราทำทันที ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


