เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 ร่วมกันแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับและต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิดในพื้นที่ โดยกำหนดให้ทำการปิดล้อมตรวจค้นที่พักอาศัย โรงแรม สถานประกอบการ ร้านอาหาร โรงงาน ไซต์งานก่อสร้าง ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสืบสวนจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย มีเป้าหมายให้แหล่งท่องเที่ยวมีความปลอดภัย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย กก.สส.บก.ตม.3 จับกุม นายณัฐ (นามสมมุติ) สัญชาติไทย ข้อหา “ช่วยเหลือ ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” ที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ส่ง พงส.สภ.เสวียด จ.สุราษฎร์ธานี โดยนายณัฐ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการลักลอบขนคนสัญชาติบังคลาเทศ ในพื้นที่ จ.สระแก้ว และ จ.สุราษฎร์ธานี รับหน้าที่ประสานงานจากนายหน้าฝั่งประเทศไทยและกัมพูชา จากนั้นส่งต่องานให้กับคนขับรถขนแรงงานสัญชาติบังคลาเทศ เพื่อไปส่งยังปลายทางประเทศมาเลเซีย โดยแรงงานกลุ่มนี้จะโดยสารเครื่องบินจากประเทศบังคลาเทศมายังประเทศกัมพูชา จากนั้นจะมีผู้ร่วมขบวนการลักลอบผ่านเข้าประเทศไทย โดยจะคิดค่าดำเนินการกว่า 1 แสนบาทต่อราย
ตม.จว.ปทุมธานี จับกุมนายทน (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี สัญชาติกัมพูชา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือน หรืออันเป็นเท็จที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ที่อาคารแห่งหนึ่ง ซ.รามคำแหง 21 เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ส่ง พงส.สน.วังทองหลาง โดยนายทน มีพฤติการณ์เป็นผู้เปิดเบอร์โทรศัพท์รับ OTP ผูกกับบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้โอนเงินร่วมลงทุนออนไลน์เพื่อรับผลกำไร (รับจ้างกดไลค์ได้เงินและอื่นๆ) โดยมียอดโอนเงินรวม 316,890 บาท
ตม.จว.สมุทรปราการ จับกุม นางจัน (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี สัญชาติกัมพูชา ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้, ขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้งและไม่มีสลาก และจำหน่ายอาหารซึ่งไม่มีฉลาก” จำนวนของกลาง 5,000 ชิ้น มูลค่ามากกว่า 100,000 บาท ที่บ้านแห่งหนึ่ง ถ.เทพารักษ์ ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ส่ง พงส.สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยนางจัน ใช้ชื่อเฟซบุ๊กแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Chantra Online Shop เปิดร้านขายของผ่านช่องทางออนไลน์ ประเภท เครื่องสำอาง, อาหารเสริม และสินค้าอื่นๆ โดยนางจันจะเป็นผู้ไลฟ์สดเอง ตรวจสอบพบว่านางจัน ขายสินค้าในเฟซบุ๊กดังกล่าวมาประมาณ 3 ปี ในการไลฟ์แต่ละครั้งจะมีผู้เข้าชมสูงสุดประมาณ 50,000 คน มีกำไรจากการขายสินค้าเดือนละประมาณ 15,000-20,000 บาท สินค้าที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบและตรวจยึดนั้น พวกตนสั่งมาจากประเทศกัมพูชาแต่ไม่ทราบวิธีการนำเข้ามา เมื่อได้สินค้าแล้วจึงนำมาโพสต์ขายผ่านช่องทางออนไลน์เฟซบุ๊กของตน
ตม.จว.สมุทรสาคร จับกุม นางอิน (นามสมมุติ) สัญชาติเมียนมา ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้, ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายยาไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา, ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือ รับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” จำนวนของกลาง 3,720 ชิ้น มูลค่า 591,600 บาท ที่หอพักแห่งหนึ่ง ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ส่ง พงส.สภ.เมืองสมุทรสาคร โดยนางอินเป็นแม่ค้ารายใหญ่ ขายสินค้าออนไลน์ประเภทผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ และเครื่องสำอาง จากการตรวจสอบสินค้าพบว่ามีสินค้าหลายรายการ เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์ยาชนิดควบคุมพิเศษ ที่จำต้องได้รับการอนุญาตในการจำหน่าย, ขึ้นทะเบียนตำรับยา, และขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมาย อีกทั้งยังพบสินค้าอีกหลายรายการที่หลบเลี่ยงภาษีศุลกากร และไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากร

พล.ต.ต.พันธนะแถลงอีกว่า บก.สส.สตม.จับนายคริสโตเฟอร์ หรือคริส (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของรัฐบาลอินโดนีเซีย ข้อหา “ยักยอกทรัพย์” และหลบหนีอยู่ในประเทศไทย ก่อนจับกุมตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม.พบว่า นายคริสเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจริง และการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม.จึงเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายคริส เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศออกหมายจับ มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และได้สั่งการให้ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามหาตัวนายคริส ขณะหลบหนีมาอาศัยอยู่บริเวณคอนโด พื้นที่พญาไท กรุงเทพฯ นำส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สอบถามนายคริสให้การว่า นายคริสเป็นพนักงานบริษัทปล่อยเช่ารถหรู ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยหลอกลวงผู้เสียหายให้นำรถยนต์มาให้แล้วอ้างว่าจะนำไปใช้ในงานประชุมผู้นำ G-20 ที่จัดขึ้นที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และจะให้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่า เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงส่งมอบรถและเอกสารประจำรถให้ ต่อมาออกอุบายว่า ป้ายทะเบียนรถคันดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงให้ผู้เสียหายสลักหลังเอกสารประจำรถ เพื่อให้ตนนำไปแก้ไขป้ายทะเบียนได้ แต่นายคริสนำเอารถคันดังกล่าวไปขายต่อและหลบหนีไป ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียรถยนต์และไม่ได้รับค่าเช่า เป็นมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท

