หน้าแรก ในประเทศ พ่อเมืองน่านช...

พ่อเมืองน่านชู”นาน้อย” นำร่อง”โมเดล”ยุติรุกป่า ปิ๊งผลิตอาหารบนดอย

16.01.17 | 11:10 น.
SONY DSC

“น่านมีลักษณะพิเศษกว่าจังหวัดอื่นๆ ต้องแยกพิจารณาคนกับป่า แต่ไม่ใช่แยกออกจากกันนะ ผมบอกตามตรงในฐานะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ว่ายินดีต้อนรับทุกคนที่มาปลูกป่า ต้นไม้ทุกต้น จะได้ช่วยลดปัญหาภูเขาหัวโล้นไป ผู้ว่าฯเข้าไปทำอะไรในป่าก็ไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ถูกจับไปแล้วกี่คน ถูกแจ้งจับทั้งสิ้น ผู้ว่าฯไม่ใช่มนุษย์พิเศษใช่ว่าได้รับการยกเว้น วันนี้ก็ถูกฟ้องร้อง ป.ป.ช.สอบไปแล้วคนหนึ่ง ล้วนแล้วแต่ไปทำอะไรในป่าไม่ได้เลย ใครมาถามหารือเรื่องปลูกป่า ผมบอกเลยไม่ต้องมาหรอก ท่านไปคุยกับอธิบดีกรมป่าไม้ คุยกับอธิบดีกรมอุทยานฯโน่น ผมไม่มีหน้าที่อะไรไปคุยในป่าได้เลย เข้าไปก็โดนจับ”

ไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านคนใหม่ เกริ่นก่อนระบุถึงแนวทางที่จะปลดล็อกให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนว่า ถ้าเรามาพูดถึงเรื่องคนนี่สำคัญ เพราะต้องยอมรับว่าคนที่อยู่บนดอยนั้นเป็นคนน่านไหม ถ้าเรายอมรับเขาต้องมีที่อยู่ ไม่งั้นจะไปอยู่ที่ไหน เขาอยู่กันมานานตั้งแต่สมัยไหนๆ และเราก็ให้ความหวังเขาเรื่อยมาตลอดว่า วันหนึ่งจะได้อยู่อย่างมีเอกสารสิทธิ แต่จู่ๆ ก็อะไรไม่รู้ เป็นเรื่องของกฎหมายบ้านเมือง ประกาศป่ามาครอบกันไป แล้วจะให้เขาทำอย่างไรล่ะ เขาเป็นคนน่านต้องให้เขาอยู่ แล้วก็ต้องกินต้องใช้ ลูกเข้าโรงเรียน เจ็บป่วยแล้วจะไปเอาเงินที่ไหน มันก็ต้องมีอาชีพ แล้วอาชีพในป่านี่ใครเข้าไปทำอะไรก็ไม่ได้ ราชการจะเข้าไปช่วยเหลือก็ทำไม่ได้ งบประมาณหลากหลายเราต้องคืน เพราะเข้าไปทำแล้วจะถูกจับ นี่คือข้อเสีย

SONY DSC
ส่วนกรณีรัฐบาลมีแนวทางจะจัดที่ทำกิน ในรูปแบบแบ่งโซน ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอยนั้น “ไพศาล” บอกว่ายังทำไม่ได้ เพราะคนยังไม่นิ่ง ปัญหาภูเขาหัวโล้นเราต้องแก้โครงสร้างด้านการผลิตเสียใหม่ ทำอะไรก็ได้ที่ทดแทนการปลูกข้าวโพดของเขา แต่ต้องได้ผลประโยชน์ใกล้เคียงกับการปลูกข้าวโพด รอบหนึ่งหรือ 6 เดือนได้กี่แสนกี่หมื่นบาท เราต้องมีอาชีพทดแทนให้เขา เช่น ปลูกข้าวโพดได้ครัวเรือนละ 5 หมื่นบาทต่อปี ต้องหาอาชีพอะไรให้เขาทำ แต่ต้องไม่ทำบนที่ปลูกข้าวโพดอีกแล้ว ลงมาทำข้างล่างให้มีรายได้ใกล้เคียง หรือดีกว่าการปลูกข้าวโพด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้นโยบายของรัฐบาล คือเกษตรแปลงใหญ่หรือฟาร์มแปลงใหญ่มาดำเนินการในส่วนนั้น ไปถามหลายที่แล้วเขาเอา เพราะชาวบ้านก็รู้ว่าปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงมันผิดกฎหมาย แต่ไม่รู้จะเอาอะไรกินจึงต้องทำ
“ศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ผมพูดมาก็อาศัยแนวทางนี้ เพียงแต่วิธีการปฏิบัติของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เขาได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 19 (พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ) ถึงเข้าไปทำได้ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปทำไม่ได้แบบเขา เพราะถ้าเข้าไปทำก็โดนจับ ตรงนี้ทำให้การขยายผลของราชการในจังหวัดถึงทำยาก ถึงอยากจะได้รับการคุ้มครองเหมือนกัน ผมไปประชุมที่ จ.เชียงราย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล) ได้กรุณาในวาระของน่าน ถามว่าจะมีอะไรเสนอไหม ก็เลยฝากว่าการพิจารณาโครงการของยุทธศาสตร์จังหวัด ควรจะได้รับคุ้มครองตามมาตรา 19 ด้วยเช่นกัน เพื่อจะไม่ทำให้พี่น้องที่อยู่บนพื้นที่สูงในป่าเสียโอกาสการพัฒนา ไม่เช่นนั้นงบประมาณของยุทธศาสตร์จังหวัดเข้าไปช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ซ้ำร้ายยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำของคนบนที่สูงกับที่ราบยิ่งถ่างออกไปมากขึ้น ผมเรียกร้องขอให้นำเข้า ครม.หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ยุทธศาสตร์จังหวัดได้รับคุ้มครองดังกล่าว”

201701111758327-20021028190217
พ่อเมืองน่านบอกด้วยว่า ต้องยอมรับว่าพื้นที่ป่าต้องสงวนไว้ เพราะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ที่อธิบายคือเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตเสียใหม่ หรือใช้พื้นที่น้อยใกล้ที่อาศัยของตนเอง เช่น เลี้ยงไก่ 5 หมื่นตัว มันให้ผลผลิตไข่พอๆ กับปลูกข้าวโพด 6 เดือน แต่เลี้ยงไก่มั่งคั่งและยั่งยืนดีกว่า สมมุติได้ไข่วันละ 4.5 หมื่นบาท ฟองละ 1 บาท และกว่าไก่จะหมดอายุการไข่มันกี่วัน มันได้มากกว่าและใช้พื้นที่น้อยกว่า ไม่ต้องขึ้นไปบนดอยเลย ข้าวโพดที่เลี้ยงไก่ก็ปลูกตามหัวไร่ปลายนาได้ ลดต้นทุนการผลิตลงไปอีก สำคัญที่สุดคือการผลิตแบบปลอดสารพิษ วันนี้เรานำเข้าสินค้าอุปโภคจากจังหวัดรอบข้างทั้งสิ้น ไข่ไก่ ผัก หมู ล้วนนำเข้าจากอุตรดิตถ์ แพร่ พะเยา ทั้งสิ้น

“ผมคุยกับหอการค้าแล้ว ว่าถ้าเราหันมาปรับโครงสร้างการผลิตคนบนดอยเสียใหม่ เพื่อทดแทนการนำเข้า ฉะนั้น เขาไม่ต้องไปหาตลาดเลย หอการค้าก็พยายามจะไม่ไปนำเข้ามา ขออย่างเดียวคนน่านช่วยกันบริโภคของเรา ยืนยันว่าในระยะเฟสที่ 2 นี้ เราก็จะผลิตอาหารปลอดสารพิษ เพื่อชีวิตของคนน่าน ส่วนนี้เป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในก่อน หลังจากนั้นจะมีนักท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบริโภคของเรา แล้วรายได้ในชุมชนเมืองจะส่งกระจายขึ้นไปบนดอยซึ่งขายผลผลิตลงมา ไม่ได้ไปขายแข่งกับใคร ผมยืนยันว่าส่วนราชการพร้อมกับนโยบายเหล่านี้ แล้วคนน่านก็จะมีความสุข ที่สำคัญคนบนดอยก็จะมีความมั่นใจในระยะยาว ว่าผืนดินที่เขาทำมาหากินอยู่นั้นจะถูกจัดเข้าระบบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้ เพราะมันนิ่งแล้ว และต่อไปนี้ประชาชนในพื้นที่จะมีความหวัง ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ วิ่งหนี ทำผิดกฎหมายอีก ตามนโยบายรัฐบาล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

Advertisement

201701111758323-20021028190217

“ไพศาล” บอกว่า วันนี้ปัญหาที่เราพบคือคนที่อยู่ในชุมชนที่หนึ่ง แต่รุกเข้าไปทำกินอีกที่หนึ่ง เราต้องการให้เขาทำกินในพื้นที่อยู่อาศัยเลยเพื่อที่จะตีขอบได้ ต้องสัญญาว่าเราเอาความช่วยเหลือไปให้แล้วต้องลงมาจากดอย หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของป่าไม้หรืออุทยานฯ จะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองจะปล่อยให้ใครเข้าไปรุกอีก จะต้องไปควบคุมพื้นที่คุณให้ดี แล้วผลที่ได้คือปัญหาไฟป่า หมอกควัน จะไม่มีใครขึ้นไปทำอีก จะหายไปโดยอัตโนมัติ หรือถ้ายังจะเผาอีกก็เผาบ้านตัวเองแล้วต่อไปนี้

“วันนี้เราจะเริ่มทำที่ อ.นาน้อย เป็นพื้นที่นำร่องก่อน ไปเรียนท่านรัฐมนตรีเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ คุยกับคุณฑิฆัมพร กองสอน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คุยกับนายอำเภอนาน้อย จะลองทำเป็นโมเดลสักอำเภอหนึ่งก่อน ให้เห็นผลจริงๆ โดยร่วมมือกันทุกฝ่าย เขามีอยู่ประมาณ 245 ครัวเรือน จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ ให้ทำ แล้วจะโซนนิ่งเรื่องของเกษตรทั้งหมดให้เป็นแหล่งอาหารสำหรับคนน่านที่ปลอดสารพิษจริงๆ ตั้งเป้าจะประกาศเป็นอำเภอแรก ที่ยุติการบุกรุกขึ้นไปทำลายบนภูเขา”

พ่อเมืองน่านทิ้งท้ายว่า ต้องขอโทษถ้าจะเข้าใจว่าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานในอดีตบางเรื่อง ตนไม่เห็นด้วยถ้าไปปลูกพืชอะไรเพื่อทดแทนข้าวโพด ซึ่งเป็นพื้นที่ผิดกฎหมาย พืชอื่นก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี มันไม่ยั่งยืน ฉะนั้น มีวิธีการเดียวคือต้องให้เขาลงมาอยู่ข้างล่าง เป็นพื้นที่เรายอมรับได้ ป่าไม้ยอมรับได้ ซึ่งกันและกันตามที่บอกว่าคนน่านต้องมีที่อยู่