เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ห้องประชุม (สาทร) ชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) นนทบุรี พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต. นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2 พล.ต.ต. สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าว “Operation Inbox Scam พิทักษ์รากแก้ว ทลายทรชน” กวาดล้างเครือข่ายหลอกขายนมผง และ รถไถ
โดยในการเเถลงข่าวนี้ประกอบไปด้วย 2 ปฏิบัติการ โดยในปฏิบัติการเเรก “ทลายเครือข่ายหลอกขายนมผง” สืบเนื่องจากมิจฉาชีพกลุ่มนี้ ได้ทำการสร้างเพจขึ้นมา ชื่อเพจว่า “เอนฟา Enfa Smart Club” คล้ายกับเพจ “Enfa Smart Club” ซึ่งมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อ หากผู้ที่หลงเชื่อเข้าไปในลิงก์ที่สามารถเข้าดูสินค้า โดยจะแสดงรายการสินค้า พร้อมราคา และสามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ คนร้ายจะแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มซื้อขายสินค้า “ของใช้เด็กแรกเกิดทารก ราคาถูก” เพื่อโพสต์ขายสินค้าเกี่ยวกับแม่และเด็กที่มีราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป จึงทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก เมื่อผู้เสียหายโอนเงินค่าสินค้าให้กับคนร้ายและส่งหลักฐานการโอนเงินให้คนร้ายแล้ว คนร้ายก็ปิดกั้นช่องทางการติดต่อไปในที่สุดโดยไม่ส่งสินค้าให้แต่อย่างใด โดยเหยื่อส่วนใหญ่นั้นเป็นกลุ่มแม่ลูกอ่อน
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลการแจ้งความร้องทุกข์ ผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ (www.thaipoliceonline.com) พบผู้เสียหายเข้าแจ้งความออนไลน์ 1,249 เรื่อง มีความเชื่อมโยงทั่วประเทศรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 7 ล้านบาท การแจ้งความในระบบรับแจ้งความออนไลน์ และจากการตรวจสอบตรวจสอบ พบเงินหมุนของผู้ต้องหากลุ่มนี้จำนวนกว่า 70 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่จึงได้ทำกาสืบสวนสอบสวน พบว่าในขณะนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจำนวน 26 รายจึงขออนุมัติศาลออกหมายจับและได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 12 ราย เป็นชาวไทยทั้งหมด ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวและเร่งขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดต่อไป

ต่อมา พล.ต.ท.วรวัฒน์แถลงว่า ปฏิบัติการต่อมา “ทลายเเก๊ง รถไถทิพย์ออนไลน์” จากกรณีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวในกลุ่มเฟซบุ๊กซื้อขายรถไถนามือสอง หลอกลวงผู้เสียหายที่เป็นเกษตรกรมีความเชื่อมโยงกลุ่มรับจำนำรถส่งประเทศเพื่อนบ้านและคนรวบรวมบัญชีม้าระดับมือโปรที่กลุ่มทุนจีนทุ่มเงินซื้อตัว โดยกลุ่มคนร้ายเปิดเพจและแฝงตัวตัวในกลุ่มซื้อขายรถไถนามือสอง หลอกประชาชนให้ที่หลงเชื่อโอนเงินค่ารถไถผ่านบัญชีม้าที่คนร้ายเตรียมไว้ มีประชาชนที่หลงเชื่อและได้รับความเสียหายในวงกว้าง โดยวิธีการของคนร้าย เริ่มจากการเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อที่มีการแสดงตนในลักษณะเป็นนายหน้าขายรถไถและติดต่อผู้ที่โพสต์ขายรถไถในกลุ่มโดยการลงทุนมัดจำ 5,000 บาท แล้วถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอที่มีการเสนอขาย จากนั้นไปติดต่อผู้ที่โพสต์แสดงความต้องการที่จะซื้อรถไถ โดยเสนอในราคาต่ำกว่าท้องตลาด หากมีคนหลงเชื่อก็จะได้ติดต่อผ่านไลน์กับผู้เสียหายที่หลงเชื่อ พร้อมนัดหมายและส่งพิกัดที่จะนำรถไถไปส่งโดยแสร้งว่าไม่ต้องมีการให้วางมัดจำ และให้เจ้าของรถไถที่เสนอขายนำรถมาส่งโดยจ่ายค่ามัดจำ
ต่อมา คนร้ายจะติดต่อให้รถขนส่งไปรับรถจากผู้ขายหรือให้ผู้ขายนำรถมาส่ง ซึ่งมีการถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวการขนส่งรถแล้วส่งมาให้คนร้าย โดยบอกกับทางผู้ขายว่าจะจ่ายเงินสดให้กับทางผู้ที่มาส่งรถ และทำทีส่งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวการขนส่งรถไปให้กับผู้เสียหายที่เป็น ผู้ซื้อ เมื่อรถมาถึงจุดนัดหมายจึงให้ผู้เสียหายโอนเงิน ค่ารถไถเข้าบัญชีม้า โดยผู้เสียหายเข้าใจว่าโอนเงินให้กับเจ้าของรถตัวจริง แต่ทางเจ้าของรถไม่ได้รับเงิน จึงรู้ว่าไม่มีการซื้อขายรถจริง เจ้าของรถจึงได้เอารถกลับคืนโดยไม่มีการส่งมอบรถ ผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกคนร้ายหลอกซึ่งคนร้ายเมื่อได้รับเงินก็ได้ตัดขาดการติดต่อกับผู้เสียหาย
จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหามีเคยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงมาแล้วหลายครั้ง แต่ติดต่อ ผู้เสียหายให้ยอมความและถอนแจ้งความโดยหลอกอีกว่าจะชดใช้ให้ และพบว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มรับจำนำรถส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในการสืบสวนยังพบในกลุ่มผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่คนรวมบัญชีม้าระดับมือโปร ที่รู้ช่องทางการทำให้สามารถยืนยันตัวตนผ่านแอพพลิเคชั่นของทางธนาคาร และสามารถนำบัญชีม้าดังกล่าวไปใช้ได้ จากกรณีดังกล่าวพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดโดยเป็นกลุ่มบุคคลผู้ขายบัญชีม้า-คนรวบรวมบัญชีม้า-คนที่ ยืนยันตัวบุคคลผ่านระบบแอปพลิเคชันของทางธนาคาร-คนหลอกผู้เสียหายและคนกดเงินผู้ร่วมขบวนการ ได้ทำการขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาและขยายผล เบื้องตัน มีการจับกุมกลุ่มขบวนการดังกล่าวได้ 7 ราย ในส่วนผู้ต้องหารายอื่นกำลังอยู่ระหว่างสืบสวนเร่งนัดติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

