ตามที่เครือข่ายภาคประชาชน และนายต่อพงษ์ ส่งศรีโรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อีเมอเจนซี เมดิคอล เซอร์วิส เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด และหนึ่งในผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน หรือสพฉ. ออกมายื่นหนังสือต่อนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในฐานะประธานกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ถึงคุณสมบัติของนพ.อนุชา เศรษฐเสถียร หนึ่งในผู้สมัคร และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาฯสพฉ.ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ว่า ไม่เหมาะสม เพราะถูกยื่นข้อร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กรณีการรับรองจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐานและช่วยปฏิบัติการแพทย์ชั้นสูง ที่อาจไม่เป็นธรรมนั้น เบื้องต้นนพ.ปิยะสกล ให้ข้อมูลว่าจากการตรวจสอบไม่พบว่าขาดคุณสมบัติ แต่จะนำเรื่องเข้าบอร์ดพิจารณาวันที่ 18 มกราคมนี้
ล่าสุดนพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงถึงประเด็นร้องเรียน ว่า ข้อเท็จจริงและขั้นตอนในการที่จะรับรองให้หน่วยงานใดเปิดหลักสูตรในการฝึกอบรมด้านการกู้ชีพได้นั้นจะเป็นอำนาจหน้าที่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการรับรององค์กรและหลักสูตรการศึกษาหรือฝึกอบรมผู้ปฏิบัติการและการให้ประกาศนียบัตรหรือเครื่องหมายวิทยฐานะแก่ผู้ผ่านการศึกษาหรือฝึกอบรม หรือชื่อย่อเรียกว่า อศป. ที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ สพฉ. มีหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินและ อศป. ซึ่ง สพฉ. ไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติหรือรับรองให้องค์กรหนึ่งองค์กรใดเปิดหลักสูตรในการฝึกอบรมด้านการกู้ชีพแก่ผู้ปฏิบัติการได้ ดังนั้นข้อร้องเรียนที่ว่า สพฉ. ถ่วงเวลา เลือกปฏิบัติ และอนุญาตให้มีการจัดตั้งองค์กรฝึกอบรมด้านการกู้ชีพแต่พรรคพวกของตนเองนั้น จึงไม่เป็นความจริง
นพ.อนุชา กล่าวอีกว่า หน้าที่ของ สพฉ.คือเป็นฝ่ายเลขานุการที่จะคอยรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับข้อบังคับที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน และ อศป. รวมถึงประกาศให้ทราบว่าหน่วยงานใดบ้างที่ผ่านเกณฑ์การรับรองให้เปิดหลักสูตรได้ตามความเห็นชอบของ อศป. ซึ่งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรององค์กรฝึกอบรมที่ดำเนินการฝึกอบรมปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐานและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง ตามประกาศของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติตามมติของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2557 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า องค์กรที่จะขอตั้งเป็นองค์กรฝึกอบรมนั้นจะต้องเป็นสถาบันการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์หรือองค์กรที่เปิดหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉินหรือศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาหรือคณะแพทยศาสตร์หรือแหล่งฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินหรือองค์กรที่มีขีดความสามารถเทียบเท่าสถาบันหลักข้างต้นที่ อศป.รับรอง กรณีไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นต้องขอสมทบกับสถาบันหลัก ทั้งนี้ต้องผ่านการตรวจรับรองจากสถาบันหลักก่อนเปิดการฝึกอบรมตามี่ อศป.กำหนด
“การกล่าวหาว่า สพฉ. ถ่วงเวลา เลือกปฏิบัติ และอนุญาตให้มีการจัดตั้งองค์กรฝึกอบรมด้านการกู้ชีพแต่พรรคพวกของตนเองนั้น จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและไม่เป็นความจริงเพราะขั้นตอนและระบบในการรับรองมี คณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาอย่างชัดเจนและรอบคอบตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวก เพราะการอนุมัติให้หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรฝึกอบรมนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมากที่สุดคือประชาชนที่จะได้รับการให้บริการจากหน่วยงานและผู้ปฏิบัติการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน เพราะมันหมายถึงความเป็นความตายของชีวิตผู้คน หน่วยงานที่จะได้รับการรับรองจึงต้องผ่านการพิจารณาและตรวจสอบหลายขั้นตอน ซึ่งในเบื้องต้นหน่วยงานที่ได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งเป็นองค์กรฝึกอบรมได้นั้น เป็นโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัดและสำนักงานสาธารณสุขในแต่ละจังหวัด” นพ.อนุชา กล่าว

