รวบเเก๊งปากีสถานลวงทำวีซ่าเชงเก้นปลอม-จับอิตาเลียนปล้นคนพิการซุกไทย-หนุ่มรัสเซียธุรกิจเถื่อน

23.11.23 | 12:31 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.เป็นประธานในการแถลงข่าวรวบแก๊งต่างชาติหลอกทำวีซ่าเชงเก้นปลอมโดยสามารถจับกุมได้ทั้งหมด 4 ราย จับกุมได้ที่ร้านสะดวกซื้อเเห่งหนึ่งย่าน ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร


สืบเนื่องจาก กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนทราบว่ามีกลุ่มชาวปากีสถานรับทำวีซ่าเซงเก้นให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการจะเดินทางไปประเทศกลุ่มเชงเก้น ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นการทำเวีซ่าปลอม จึงให้สายลับชาวอินเดียคือนายโรหิต ติดต่อกับกลุ่มดังกล่าวเพื่อขอทำวีซ่า โดยนายโรหิต ได้ติดต่อกับนายอัมหมาด (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี สัญชาติ ปากีสถาน หนึ่งในสมาชิกกลุ่มชาวป่ากีสถาน ซึ่งนายอัมหมาดได้ให้นายโรหิตมอบหนังสือเดินทางให้กับตนและลงชื่อในแบบฟอร์มการขอวีซ่าเชงก้น และแจ้งให้นายโรหิตเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการเป็นเงิน 7,000 ยูโร (ประมาณ 267,000 บาท) โดยตกลงว่าเมื่อเงินครบแล้ว จะนำหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าเชงเก้นมาให้

ต่อมานายอัมหมาดได้ส่งภาพถ่ายแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นที่อ้างว่าไปดำเนินการเรียบร้อยแล้วมาให้นายโรหิต และให้ถ่ายภาพเงิน 7,000 ยูโร สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่งไปให้ตรวจสอบ เพื่อจะนัดวันรับหนังสือเดินทางและวีซ่า จากนั้นนายโรหิตจึงได้ส่งภาพแผ่นปะวีซ่าเชงก้นที่ได้รับจากนายอัมหมาดมาให้เจ้าหน้าที่ ตรจสอบ และ จึงได้ส่งภาพถ่ายแผ่นปะวีช่าเชงเก้นไปให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย ตรวจสอบพบว่าเป็นของปลอม จึงวางแผนให้นายโรหิตนัดหมาย

เมื่อถึงเวลานัดนายอัมหมาดมาส่งมอบหนังสือเดินทางและวีช่าเซงก้นที่ร้านสะดวกซื้ในย่าน ถ.ลาดกระบัง แขวง/เขตลาดกระบัง กรุงเทพ และได้พบนายโรหิตภายในร้านสะดวกซื้อ แจ้งว่าจะมารับนายโรหิตไปรับหนังสือเดินทางที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีนายมูฮัมหมัด (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี สัญชาติ ปากีสถาน และนายชาคีน (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี สัญชาติ ปากีสถาน นั่งอยู่ในรถแท็กซี่รอรับ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบเอกสารประจำตัวของนายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด และนายชาคีน และเดินทางไปตรวจสอบที่ พักของ นายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด และนายชาคีน ที่อพาร์ทเม้นท์ย่าน ซ.ลาดพร้าว 148 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปี กรุงเทพฯ พบ นายอิฟาน (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี สัญชาติ ปากีสถาน พักอาศัยภายในห้องดังกล่าว และตรวจพบหนังสือเดินทางของนายโรหิต ซึ่งไม่พบแผ่นปะวีช่าเชงเก้นภายในเล่มหนังสือเดินทางแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบหนังสือเดินทางประเทศอินเดีย จำนวน 2 เล่ม, แบบฟอร์มคำขอวีซ่าลาวพร้อมเอกสารของคนต่างด้าวที่จะขอวีซ่า จำนวน 16 ชุดจึงได้ตรวจยึดเอกสารดังกล่าวส่ง พนักงานสอบสวน

Advertisement

จากการตรจสอบรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ พบว่า นายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด, นายชาคืน และนายอิฟานร่วมกันแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยเป็นนายหน้ารับทำซ่าเชงเก้น อีกทั้งยังมีการส่งข้อความชักชวนชาวต่างชาติรายอื่นๆทำวีซ่าเซงเก้นอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นการหลอกลวงชาวต่างชาติทำวีช่าเชงเก้นปลอม และจากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางพบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าว ยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรบุคคลทั้ง 4 ราย เนื่องจากพิจารณาเห็นว่ามีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม และขึ้นบัญชีเป็นคนต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการส่งกลับออกไปนอก ราชอาณาจักรต่อไป

พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่า อีกคดีมีการจับชายเเดนมักโรนีโอเวอร์สเตย์ หนีคดีปล้นทรัพย์คนพิการซุกไทย จับกุมได้ที่ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่าน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สืบเนื่องจาก ตร. ได้สั่งการให้ สตม. พิจารณาดำเนินการ กรณีสำนักงานกลางแห่งชาติตำรวจสากลโรม มีหนังสือขอความร่วมมือมายังกองการต่างประเทศ เพื่อให้สืบสวนติดตามจับกุมนายเอดิ (นามสมมติ) อายุ 63 ปี สัญชาติอีตาลี ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการอิตาลี กระทำความผิดฐานปลันทรัพย์ และเป็นบุคคลตามประกาศตำรวจสากล ซึ่งได้หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย เพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐอิตาลี(หมายเเดง) โดยเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.53 ในสาธารณรัฐอิตาลี นายเอดี ได้ร่วมกับพวกปล้นคู่สามีภรรยาสูงอายุซึ่งเป็นชายตาบอดและหญิงพิการ โดยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย ข่มขู่และใช้ความรุนแรงกับผู้เสียหาย จากนั้นได้ขโมยเอาเงินสด จำนวน 28,000 ยูโร (ประมาณ1,077,000 บาท) และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆของผู้เสียหายทั้ง 2 คนไป

กก.1 บก.สส.สตม. จึงตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตม. พบว่า นายเอดิ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ก.พ.63 ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราประเภท ผ.30 และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปด้วยเหตุผล ใช้ชีวิตบั้นปลาย ถึงวันที่ 30 ม.ค.66 ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว จึงสืบสวนติดตามหาตัวนายเอดิ จนกระทั่งทราบว่านายเอดิ ได้ไปพักอาศัยในคอนโดมิเนียม จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จคงได้ทำเข้าตรวจค้นพบนายเอดิ จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

กรณีที่ 3 รวบหนุ่มรัสเชีย หนึ่งในสมาชิก “ธุรกรรมทางการเงินเถื่อน” รับฝาก โอน ถอน เก็บเงินผิดกฎหมายทุกชนิด ผ่านระบบอิล็กทรอนิกส์ มูลค่าเงินผิดกฎหมายหมุนเวียน 1,643 ล้านบาท

สืบเนื่องเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน จากเจ้าหน้าตม.จังหวัดสตูล ได้รับการจากประชาชนต่างชาติท่าทางมีพิรุธบริเวณตลาดชายแดน ต.วังประจัน อ.ควนโดน จว.สตูล เจ้าหน้าที่สืบสวนซึ่งกำลังตั้งด่านตรวจรถยนต์ที่นอกประเทศไปยังมาเลเซีย จึงได้นำกำลังไปตรวจพบบุคคลต้องสงสัยตามที่ได้รับแจ้ง เมื่อพบนายนาโกโร (นามสมมุติ) อายุ 32 สัญชาติรัสเซีย จึงขอตรวจหนังสือเดินทางพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดของนายนาโกโรสิ้นสุดลงแล้ว จึงแจ้งข้อกล่าวหา”เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และจับกุมส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ควนโดน จว.สตูลดำเนินคดีตามกฎหมาย

จึงได้มีการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายนาโกโร ยังเป็นบุคคลตามหมายจับตำรวจสากล (Red Notice) โดยกระทำความผิด คือ เมื่อประมาณเดือน ต.ค.61 ถึง ก.ค.63 ที่เมืองมอสโกและเมืองบรานค์ สาธารณรัฐรัสเซีย ซึ่งผู้ต้องหาเป็นสมาชิกกลุ่มอาชญากรรมขนาดใหญ่ในรัสเชีย ได้รับดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยรับ ฝาก ถอน โอน และเก็บรักษาเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรที่ได้เงินมาโดยผิดกฎหมายและไม่ต้องการแสดงตนในการทำธุรกรรม โดยได้รับค่บริการในอัตรา 10% ของยอดเงินที่ใช้บริการ ซึ่งผู้ต้องหารับหน้าที่เป็นผู้หาลูกค้ามาใช้บริการดังกล่าว มูลค่าเงินหมุนเวียนผิดกฎหมาย จำนวน 1,643 ล้านบาท ผลกำไรประมาณ 164 ล้านบาท