เมื่อวัน 27 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. แถลงการจับกุมผู้ต้องหากลุ่มขอทานชาวต่างชาติที่เข้ามาขอทานในประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย และจับกุมเจ้าของบริษัทแอบปลอมเอกสารยื่นขอวีซ่าสถานทูต
โดยในคดีแรก สืบเนื่องจากกรณีที่มีชาวต่างด้าวเข้ามาขอทานในประเทศไทย ซึ่งได้รับผลตอบแทนสูงถึง 10,000 บาทต่อวัน โดยทาง สตม. ได้ทำการจับกุมและดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวข้างต้นแล้ว โดยในกรณีแรกนั้นเป็นขอทานสัญชาติจีน ที่ได้มีการจับกุมทั้งหมด 6 ราย ดังนี้
1.นางเคง (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.66 ที่บริเวณ
สกายวอล์ก BTS หน้าห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ปัจจุบัน ได้ถูกผลักดันส่งกลับประเทศแล้วเมื่อวันที่ 17 พ.ย.66
2.นางวู (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี ถูกจับกุมโดย สน.พญาไท เมื่อวันที่ 18 พ.ย.66 ที่บริเวณสะพานลอยตรงข้ามห้างสรรพสินค้าแพลตินัม ถนนเพชรบุรี แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ จากการสอบถามนางวูให้การว่าตนเคยเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย พบเห็นมีคนขอทานตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงเชื่อว่าสามารถทำเงินได้ดี จึงเข้ามาทำบ้างและได้เงินดีจริง ซึ่งบางวันสามารถหารายได้จากการขอทานมากกว่า 10,000 บาท
3.นางหยวน (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี ถูกจับกุมโดย สน.บางพลัด เมื่อวันที่ 19 พ.ย.66 ที่บริเวณ
หน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จากการสอบถามนางหยวนให้การว่า เดินทางเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับนายหวู๋ (นามสมมุติ) สัญชาติจีน แฟนของตน ซึ่งทั้งคู่ประกอบอาชีพขอทานตั้งแต่ที่อยู่ในประเทศจีน และเคยไปประกอบอาชีพขอทานที่ประเทศมาเลเซียมาก่อนหน้านี้ ต่อมาเมื่อประมาณกลางปี ได้มาเป็นขอทานในประเทศไทย ปรากฏว่ารายได้ดี จึงทำเป็นอาชีพเรื่อยมา จนกระทั่งนางหยวนถูกจับกุม นายหวู๋เห็นข่าวแล้วจึงได้ติดต่อ น.ส.สุรภา (นามสมมุติ) สัญชาติไทย ให้เป็นผู้นำหนังสือเดินทางของนางหยวนไปให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายหวู๋ และควบคุมตัวนายหวู๋ได้ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และนำส่ง กก.3 บก.สส.สตม.เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
4.นางหู (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ทุ่งมหาเมฆ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ BTS ศาลาแดง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ จากการสอบถามนางหูให้การว่า เข้ามาประเทศไทยเพื่อมาขอทานเนื่องจากทราบจากเพื่อนมาว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้มาก
5.นายฟาร (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ BTS
คลองเตยเหนือ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ จากการสอบถามให้การว่า ตนเดินทางมายังประเทศไทย และได้ทำหนังสือเดินทางหาย จึงได้ยื่นขอทำหนังสือเดินทางใหม่ที่สถานทูตจีนในประเทศไทย
โดยในขณะที่รอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ พบว่าไม่มีเงินพอใช้จ่าย จึงไปเป็นขอทานอยู่แถวย่านลุมพินี
6.นายหวัง (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ถูกจับกุมโดย สน.บางรัก เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ ถนนสีลม ซอย 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ จากการสอบถามนายหวังให้การว่า เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อมาท่องเที่ยว โดยพักอาศัยที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ แต่เงินที่เตรียมมาสำหรับท่องเที่ยวหมด จึงได้มาเป็นขอทานแถวถนนสีลม

จากการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าขอทานสัญชาติจีนดังกล่าวทั้ง 6 ราย ซึ่งบางรายนั้นรู้จักกัน บางรายก็ไม่รู้จักกัน เมื่อเห็นว่าเพื่อนมาประกอบอาชีพขอทานที่ประเทศไทยแล้วทำเงินได้ดี ก็จะพากันมาทำแบบเพื่อน โดยบาดแผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายของกลุ่มขอทานดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งไม่ได้มีรายใดให้การว่าถูกทรมานหรือทำร้ายแต่อย่างใด กลุ่มขอทานเหล่านี้ได้ใช้ความน่าสงสารจากความพิการเพื่อดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเห็นใจและบริจาคเงินให้ ซึ่งบางวันได้รับรายได้มากกว่า 10,000 บาท โดยการมานั่งขอทานไม่มีการถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด การเดินทางมาขอทานตามจุดต่างๆ ทุกรายล้วนเดินทางมาเองโดยรถโดยสารสาธารณะ และการพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยทุกรายล้วนเช่าห้องพักด้วยตนเอง
นอกจากนี้ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของทั้ง 6 ราย ปรากฏว่าเงินที่ได้จากการขอทานเก็บเงินเข้าบัญชีของตนเองทุกราย ส่วนในเรื่องของการที่มีขอทานชาวจีนบางรายได้ใช้ล่ามคนเดียวกันนั้น มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ล่ามคนดังกล่าวนั้นทำหน้าที่แปลภาษาให้กับกลุ่มขอทานชาวจีนเนื่องจากบางคนเคยใช้ให้ล่ามคนดังกล่าวแปลมาก่อน
กรณีที่สอง ที่ได้มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการย่านซอยนานา เขตสุขุมวิท กรุงเทพฯ ว่าแก๊งขอทานคนต่างด้าวสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ร้านค้าและนักท่องเที่ยวในย่านนั้น จึงได้ดำเนินการตรวจสอบพบกลุ่มชาวต่างด้าวดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มคนสัญชาติจอร์แดน พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมย่านซอยนานา เขตสุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยจะนัดรวมตัวกันบริเวณหน้าห้างนานาสแควร์ จากนั้นจะแยกย้ายกันขอทานในลักษณะรบเร้านักท่องเที่ยวที่กำลังเดินซื้อสินค้าในร้าน เมื่อนักท่องเที่ยวให้เงินแล้วก็ยังเดินตามมาขอเงินซ้ำอีก โดยขอทานกลุ่มนี้จะมากันเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 2-3 ราย และมักจะอุ้มเด็กเล็ก เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกสงสาร หากมีนักท่องเที่ยวรายไหนกำลังกดเงินจากตู้กดเงินสดอยู่นั้น จะเข้าไปขอเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งบางรายต้องให้จำนวนเงิน 500-1,000 บาทจึงจะเลิกขอเงิน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการเข้าตรวจสอบโรงเเรมย่านซอยนานา สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของกลุ่มขอทานดังกล่าว จากการตรวจสอบพบคนต่างด้าวสัญชาติจอร์แดน 7 ราย และผู้ติดตามอีก 16 ราย ซึ่งตรวจพบว่าเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ขอทานในบริเวณดังกล่าว จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางของกลุ่มดังกล่าว พบว่าทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและพบว่ามีคนต่างด้าว 1 ราย การอนุญาตให้อยู่ในราชณาจักรสิ้นสุดแล้ว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนรายอื่นๆ พบว่า พบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชณาจักรยังไม่สิ้นสุด จึงได้มีการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และขึ้นบัญชีต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการรอส่งกลับออกนอกประเทศต่อไป
คดีที่ 2 รวบเจ้าของบริษัทหัวหมอปลอมเอกสารยื่นขอวีซ่ากับสถานทูต สืบเนื่องจาก สตม.ได้รับการประสานข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ในประเทศไทย ว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯปลอมเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่า
เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน จากนั้นได้ขออนุมัติหมายค้นเข้าตรวจบริษัทดังกล่าว พบนายนัธทวัฒ หรือนายนัธ (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี สัญชาติไทย และ น.ส.ภัทรา หรือ น.ส.ภัท (นามสมมุติ) อายุ 46 ปี สัญชาติไทย อยู่ภายในบริษัท และตรวจยึดของกลาง จำนวน 5 รายการ ดังนี้
1.คำร้องขอวีซ่ากับสถานทูตในประเทศแถบยุโรป จำนวน 16 ฉบับ
2.ใบรับรองการทำงานบริษัทปลอม จำนวน 16 ฉบับ
3.รายการเดินบัญชีธนาคาร จำนวน 8 ฉบับ
4.ตราประทับบริษัทต่างๆ 31 บริษัท
5.คอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง
พบว่า นายนัธทำหน้าที่เจ้าของบริษัท ได้สั่งการให้ น.ส.ภัท ลูกจ้างในบริษัทของตน ทำใบรับรองการทำงานปลอม โดยนายนัธได้ใช้ตราประทับของบริษัทต่างๆ ประทับลงในเอกสารรับรองการทำงานให้กับลูกค้าและลงลายมือชื่อด้วยตนเอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและให้ผู้อื่นเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวออกโดยบริษัทนั้นๆ แล้วส่งให้ลูกค้านำไปยื่นขอวีซ่ากับสถานทูตต่างๆ โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 กระทำความผิดฐาน “ปลอมเอกสาร”และได้ทำการส่งพนักสอบสวน สน.บางรัก เพื่อดำเนินคดีต่อไป


