เผยสำนวนคดี ‘เสี่ยเเป้ง’ จากอัยการ ภ.9 ส่งมาถึงมือ อธ.อัยการวิชาการวิเคราะห์วันนี้

27.11.23 | 15:36 น.

โฆษก อสส.เผยสำนวนคดีเสี่ยแป้งจากอัยการ ภ.9 ส่งมาให้ อธ.อัยการวิชาการวิเคราะห์วันนี้ อุบต้องย้ายอัยการ บ.หรือไม่ ต้องรอผลสอบ ปัดยังไม่เรียกใครมาสอบเพิ่ม รอสำนวนถึงก่อน


เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบ กรณีปรากฏคลิปนายเชาวลิต ทองด้วง หรือเสี่ยแป้ง นาโหนด ที่มีการพาดพิงพนักงานอัยการ บ. ที่เคยเป็นผู้ต้องหาร่วมกับนายเชาวลิต แต่อัยการภาค 9 สั่งไม่ฟ้องว่า เรื่องนี้อัยการสูงสุดนอกจากจะสั่งให้อธิบดีอัยการภาค 9 ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วยังได้สั่งการให้อธิบดีอัยการภาค 9 และอธิบดีอัยการสำนักงานวิชาการประสานงานกันเพื่อนำสำนวนดังกล่าวมาวิเคราะห์

ซึ่งเดิมสำนวนคดีนี้มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนที่สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ซึ่งในส่วนนี้มีอัยการที่ชื่อย่อ บ.นั้นอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 6 ผู้ต้องหาที่อธิบดีอัยการภาค 9 ในปี 2563 มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้พิจารณาแล้วเห็นพ้องกัน ไม่ได้โต้แย้งถือเป็นคำสั่งเด็ดขาด

ส่วนอีกคำสั่ง คือ คำสั่งที่ได้ฟ้องเสี่ยแป้งจนศาลพัทลุงมีคำพิพากษาจำคุก และมีข่าวว่าเสี่ยแป้งหลบหนีจนมาออกคลิปวิดีโอพาดพิงถึงอัยการ เรื่องนี้ทางอธิบดีอัยการภาค 9 ได้รายงานผลการตรวจสอบมายังอัยการสูงสุดแล้วเป็น 2 ส่วน

Advertisement

ส่วนแรก คือ ในส่วนที่มีการพาดพิงอัยการ บ. ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างที่ตนพูดขั้นตอนในตอนต้น

ส่วนที่ 2 ที่มีบัตรสนเท่ห์มีการกล่าวถึงอัยการอีกคนหนึ่งซึ่งมีตำแหน่งเป็นอัยการจังหวัดคดีศาลแขวงจังหวัดสงขลา ซึ่งทางอธิบดีอัยการภาค 9 ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เนื่องจากขณะเกิดเหตุรับราชการอยู่ที่สำนักงานอัยการอาญามีนบุรี รวมทั้งไม่รู้จักกับอัยการ บ. และเสี่ยแป้ง และคลิปที่ 2 ของเสี่ยแป้งก็ระบุว่า ไม่รู้จักอัยการคนที่โดนบัตรสนเท่ห์ด้วย

ในส่วนคำสั่งไม่ฟ้องอัยการ บ.กับพวกรวม 6 คน และสำนวนที่มีการฟ้องเสี่ยแป้งหลังได้รับคำสั่งอัยการสูงสุดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทางผู้บริหารของสำนักงานอัยการวิชาการ โดยนายวัชระ อินทุสุต อธิบดีอัยการสำนักงานวิชาการ ได้ประสานไปยังอธิบดีอัยการภาค 9 แล้ว และเมื่อช่วงเช้าทางทีมโฆษกอัยการได้ข้อมูลว่าสำนวนดังกล่าวมีการส่งเอสเอ็มเอสด่วน คาดว่าจะถึงสำนักงานวิชาการช่วงบ่ายวันนี้ หรืออย่างช้าช่วงเช้าวันที่ 28 พฤศจิกายน ซึ่งขั้นตอนต่อไปต้องรอผลการวิเคราะห์คดีของสำนักงานอัยการสำนักงานวิชาการ

สิ่งที่แจ้งให้ทราบได้ตอนนี้คือกระบวนการสั่งไม่ฟ้องหรือฟ้องคดีดังกล่าว ที่ผ่านมาเป็นการสั่งเด็ดขาดตามกระบวนการกฎหมายบัญญัติทุกประการ แต่กฎหมายเขียนไว้ว่าการจะสั่งคดีใหม่ได้จะเป็นไปตาม ป.วิอาญามาตรา 141 ที่จะต้องมีข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานใหม่ที่สามารถนำสืบพิสูจน์ให้ศาลลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้ ถ้าเป็นกรณีเช่นนี้ก็อาจจะรื้อฟื้นคดีได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอผลวิเคราะห์สำนวน

เมื่อถามว่าอัยการสูงสุดได้กำหนดกรอบเวลาหรือไม่ นายประยุทธกล่าวว่า อัยการสูงสุดยังไม่มีข้อสั่งการส่วนนี้ แต่อย่างที่ตนเรียนว่าทางอัยการมีการประสานงานกันตลอดแม้วันหยุด ซึ่งเป็นการทำงานโดยเร่งด่วนรวดเร็วอยู่แล้ว ตนให้ความมั่นใจกับสังคมได้ว่าเรื่องแบบนี้อัยการสูงสุดและหน่วยงานในอัยการที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญแน่นอน และเมื่อผลวิเคราะห์ออกทางโฆษกอัยการจะรีบแถลงข่าวให้สาธารณชนทราบ ส่วนจะต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ต้องรอผลการวิเคราะห์ของสำนักงานอัยการสำนักงานวิชาการก่อน

ถามต่อว่าตอนอัยการ บ. ตกเป็นผู้ต้องหา ในอัยการมีการดำเนินการทางวินัยและระหว่างตรวจสอบนี้ต้องย้ายอัยการ บ.ออกจากพื้นที่หรือไม่ นายประยุทธกล่าวว่า ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่มี ต้องรอผลการตรวจสอบ ซึ่งเชื่อว่าทางอธิบดีอัยการภาค 9 ต้องรวบรวมส่งสำนักงานอัยการวิชาการทั้งหมด ส่วนเรื่องการย้ายอัยการ บ.หรือไม่นั้น ทางผู้บริหารรอดูผลการตรวจวิเคราะห์ แต่โฆษกยังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้

ถามต่อว่ากรณี มีข่าวว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมนายจรวด ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยแป้งมาให้ถ้อยคำกับอัยการเพิ่มเติมได้มีมาหรือไม่ นายประยุทธกล่าวว่า ขณะนี้งานโฆษกยังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ และเท่าที่พูดกับทางอธิบดีอัยการภาค 9 และอธิบดีอัยการสำนักงานวิชการยังไม่มีข้อมูลนี้

เมื่อถามย้ำว่าตอนนี้มีเรียกใครให้ถ้อยคำแล้วหรือไม่ นายประยุทธตอบว่า ตอนนี้ทางสำนักงานอัยการสำนักงานวิชการยังไม้ได้รับสำนวนเลย กำลังเดินทางมา

“มันมีหลักกฎหมาย การทำงานของพนักงานอัยการ จะดูว่าพยานหลักฐานพอฟ้องหรือไม่พอฟ้อง ถ้าไม่พอฟ้องเราจะไม่ฟ้อง ถ้าพอฟ้อง เราจะฟ้อง เพราะถ้าไม่พอฟ้องแต่ไปฟ้องมันจะทำให้คดีเสียหาย เพราะว่าหากรู้ว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้องแต่ยังไปฟ้อง สุดท้ายศาลยกฟ้อง ทำให้ไม่สามารถที่จะฟ้องคดีใหม่อีกได้ เพราะจะเป็นฟ้องซ้ำ แต่ถ้าเราไม่ฟ้อง เพราะหลักฐานมันไม่พอในภายหลัง พยานหลักฐานใหม่มาปรากฏภายในอายุความ และพยานหลักฐานนั้นสามารถสืบพิสูจน์ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้ เราก็รื้อฟื้นคดีอาญามายื่นฟ้องได้ ตรงนี้เป็นข้อกฎหมาย แต่ในสำนวนนี้ จะเป็นแค่ไหนเพียงใดต้องรอการตรวจสอบจากสำนักงานวิชาการ” โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าว