ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังว่า แม้จะมีสายฝนโปรยปรายลงมาในช่วงเช้ามืด ประชาชนจากทั่วทิศทั่วแดนยังคงทยอยเดินทางมาต่อแถวเข้าสักการะอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้เข้ากราบถวายสักการะตั้งแต่เวลา 04.45 น. จากเวลาปกติเปิดเวลา 08.00 น.
นางสมร ขันธประโยชน์ อายุ 61 ปี ลูกจ้างประจำ กระทรวงกลาโหม ชาว ต.สามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนบ้านถึงท้องสนามหลวงช่วงเวลา 02.30 น. และได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพ เวลา 08.30 น.ถือว่าเร็วกว่าครั้งก่อน ซึ่งตนเดินทางมาเป็นครั้งที่ 2 แล้วครั้งก่อนรอนานถึง 13 ชั่วโมง เนื่องจากมาตรงกับวันอาทิตย์แต่ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย และตั้งใจจะว่าถ้ามีโอกาสก็จะเดินทางมากราบสักการะอีกเรื่อยๆ รักและซาบซึ้งมากที่เห็นพระองค์ทรงทำทุก ๆ อย่างเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ๆ
“พระองค์ช่วยเหลือทั้งเรื่องน้ำท่วม โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมหนักปี 2554 และปัญหาการจราจรติดขัด แม้แต่เวลาเสด็จฯ พระองค์ก็มักจะเสด็จในเวลากลางคืนและไม่พิเศษอะไรมาก พระองค์ไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อน ก็อธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย” นางสมร กล่าว

นางณัฏฐาวดี ทิพเวส ในฐานะประธานรุ่น คณะนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ 17 กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและปลาบปลื้มใจมาก จำได้ว่าตอนเรียนอยู่ตั้งแต่ชั้นป.1 นักเรียนรุ่น 17 มีโอกาสได้เฝ้ารับเสด็จฯ พระองค์ เมื่อครั้งเสด็จฯ มาพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่เสมอ ทั้ง 200 กว่าคนจะนั่งอยู่ตลอดสองฝากฝั่งของถนน ยืนรอให้รถพระที่นั่งเคลื่อนผ่านเพื่อเปล่งเสียงว่าทรงพระเจริญ ทำให้ครั้งนี้ทุกคนที่มาร่วมเป็นเจ้าภาพ มีความรู้สึกใกล้ชิดพระองค์เหมือนในวัยเด็กอีกครั้ง ส่วนคำสอนที่ทางรุ่นได้นำมาใช้หลัก ๆ คือ เรื่องของความพอเพียงและปฎิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่เราพอจะทำได้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมอาสาโดยคณะกลุ่มของเรา และท้ายสุดสิ่งที่อยากบอกคนไทยคือ อยากให้เปลี่ยนความโศกเศร้านี้แปรเปลี่ยนเป็นพลังให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป” นางณัฎฐาวดี กล่าว





