‘หมอธีระวัฒน์’ ชี้ วิตามินดีต่ำ สะท้อนต้นทุนสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ

1.12.23 | 19:55 น.

‘หมอธีระวัฒน์’ ชี้ วิตามินดีต่ำ สะท้อนต้นทุนสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ แนะอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง รอจนกว่าโรคสะสมดาหน้ามา เลือกทานอาหาร แดด ออกกำลัง

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “วิตามินดีต่ำ…คือใช้ชีวิตผิด” ความว่า เรื่องเกี่ยวกับวิตามินดีเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญมาก เพราะในเวลาที่ผ่านมา มีการให้ความสำคัญ จนกระทั่ง ต้องมีการตรวจวัดระดับของวิตามินดี ในการตรวจสุขภาพ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
นอกจากนั้น มีการเสริมวิตามินดีถ้าพบว่ามีระดับต่ำ จนกระทั่งมีการเสริมวิตามินดีเพื่อใช้ในการป้องกันโรคหรือภาวะต่างๆ ตั้งแต่โรคมะเร็ง โรคหัวใจและเส้นเลือดตีบ เบาหวาน และเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงสำหรับการเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ

ในระยะเวลาที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการใช้วิตามินดีในจุดประสงค์ต่างๆดังกล่าว ไม่เกิดประโยชน์ และหน่วยงานอิสระของรัฐสภาสหรัฐ US preventive task forces ที่ทำหน้าที่ในการประเมินการใช้ยาต่างๆว่าเกิดประโยชน์และคุ้มค่าจริงหรือไม่ ได้ประกาศหลายครั้งด้วยกัน ว่าไม่ควรต้องมีการเจาะระดับของวิตามินดี เพื่อเสริม หรือ เติมเข้าไปเพื่อหวังปราศจากโรค อายุยืน ทั้งนี้หน่วยงานดังกล่าวไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสมาคมผู้เชี่ยวชาญต่างๆ หรือบริษัทจำหน่าย ยาต่างๆ

หมอได้นำหลักฐานดังกล่าวที่ เกี่ยวกับการใช้วิตามินดีและแคลเซี่ยม ที่อาจไม่เกิดประโยชน์นัก รวมทั้งภาวะกระดูกพรุน มาเรียนให้พวกเราได้อ่านในหลายบทความในคอลัมน์สุขภาพหรรษา

ในบทนี้ ได้นำเนื้อหาจาก คุณหมอ F.Perry Wilson ใน Medscape วันที่ 29 พฤศจิกายน 2022 ที่ได้สรุปผลของการศึกษาต่างๆรวมทั้งการวิเคราะห์อภิมาน จนกระทั่งถึงการรายงานล่าสุดถึงความล้มเหลวในการใช้วิตามินดีเสริมในเด็กที่ตรวจพบว่าขาดวิตามินดีเพื่อที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและ เจริญเติบโตดีขึ้น และในการป้องกันวัณโรค

Advertisement

เนื้อหาที่สำคัญที่จะสื่อ ก็คือ ระดับของวิตามินดีนั้น แท้ที่จริง เป็นเพียงตัวสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยถ้ากินอาหารสุขภาพที่มีประโยชน์โดยไม่กินอาหารร้อนแรงที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกกำลังกายสม่ำเสมอภายใต้แสงแดด ระดับวิตามินดีก็จะไม่ต่ำ คนที่เจาะเลือดแล้วมีระดับวิตามินดีต่ำนั้น จะกลายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ให้ปรับปรุงการใช้ชีวิต อาหารการกิน และการออกกำลังทั้งหมด

รายงานจากการสังเกต (observational study) ในยุคแรกๆ จะพบว่าระดับวิตามินดีที่ต่ำนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะหรือโรคแทบทุกชนิด แต่ทั้งหมดไม่ได้พิสูจน์ว่าการขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรค หรือเป็นเหตุเป็นผลกัน แท้จริงเป็นเพียงเสมือนดัชนี ชี้ความ บกพร่องทางสุขภาพเท่านั้น

ในเรื่องของการป้องกันมะเร็งซึ่งเชื่อกันว่า ถ้ามีวิตามินดีต่ำจะเป็นมะเร็งมาก แต่เมื่อทำการศึกษาใน 26,000 รายเทียบกับยาหลอก ไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

ในเรื่องโรคหัวใจและเส้นเลือดซึ่งเชื่อกันว่าถ้ามีวิตามินดีต่ำจะมีความเสี่ยงมากขึ้นและเช่นเดียวกันใน 26,000 รายไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

ในเบาหวานการศึกษาใน 2,400 รายที่อยู่ในระยะเกือบจะเป็นเบาหวาน (pre-diabetics) ไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

ในเรื่องของการหกล้มการศึกษาใน 409 รายที่มีความเสี่ยงในการล้มไม่พบว่ามีประโยชน์

และการศึกษาในสตรี 36,000 ราย ไม่พบว่าลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต (Manson และคณะ วารสารนิวอิงแลนด์ 2019 Pittas และคณะ วารสารนิวอิงแลนด์ 2019 LaCroix และคณะ วารสาร Gerontol 2009)
รายงานล่าสุดในวารสาร JAMA pediatrics สมาคมแพทย์อเมริกัน โดย ดร Ganmaa จาก ภาควิชาโภชนาการ Harvard T.H. Chan school of public health และคณะจาก Barts and the London school of medicine and dentistry, Queen Mary university of London

ครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและติดตามเด็ก 8,851 คนจากบริเวณ Ulaanbaartar มองโกเลีย โดยให้เด็กๆได้รับวิตามิน D3 ในปริมาณ 14,000 หน่วยหรือได้รับยาหลอก อาทิตย์ละครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลาสามปี
ประชากรในบริเวณนี้ พบว่ามีอัตราการขาดวิตามินดีอย่างมากและ มีวัณโรค รวมกระทั่งถึงมีอัตราการเจริญเติบโตในเด็กผิดปกติ โดยก่อนหน้านี้ มีความพยายามที่จะเชื่อมโยงว่าการขาดวิตามินดีทำให้เกิดความเสี่ยงหรือการเกิดโรคเหล่านี้

รายงานที่เกี่ยวกับ วัณโรค โดยคณะผู้วิจัยนี้ ตีพิมพ์ในวารสารนิวอิงแลนด์วันที่ 23 กรกฎาคม 2020 ก่อนหน้ารายงานนี้ ในเด็ก 8,851 คนโดยแบ่งออกเป็นกลุ่มวิตามินดีและยาหลอก ไม่พบว่าการให้วิตามินดีเสริมจะลดความเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรค การเกิดโรควัณโรค หรือการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจในเด็กเหล่านี้ และรวมจนกระทั่งถึงระดับแกมมา-อินเตอร์เฟียรอนในเลือด 95% ของเด็กในกลุ่มที่ทำการศึกษาจะมีระดับวิตามินดีต่ำกว่ามาตรฐาน คือต่ำกว่า 20 ng/mL และ 31.8% อยู่ในระดับต่ำมาก ๆ คือต่ำกว่า 10 ng/mL อีก 63.7% อยู่ในระดับ 10 ถึง 19.9 ng/mL อยู่ในระดับ 20 ถึง 29.9 เพียง 4.3% และ มีเพียง 0.1% ที่มีระดับสูงกว่า 30 ng/mL

การติดตามพัฒนาการตลอดระยะเวลาสามปี ไม่พบว่ามีความแตกต่างกัน ในกลุ่มที่ได้รับวิตามินดีเสริมหรือยาหลอก ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และปริมาณ แคลเซี่ยมที่ได้รับในระดับน้อยหรือมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน ในด้านความสูงและน้ำหนัก และดัชนีมวลกาย อัตราส่วนระหว่างสะโพกกับความสูง เปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย และมวลที่ไม่ใช่ไขมัน (percentage body fat, fat mass และfat free mass) และการพัฒนาการเข้าในภาวะหนุ่มสาว

ทั้งนี้การเสริมวิตามินดีดังกล่าวทำให้ระดับของวิตามินดี 25(OH)D สูงขึ้น จนถึงระดับปกติ

บทสรุป ที่เกี่ยวข้องกับวิตามินดีจนกระทั่งถึงปัจจุบันในปลายปี 2022 นี้ เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติกันมาจนแพร่หลาย เป็นเพียงการค้นพบความสัมพันธ์ของการที่มีระดับวิตามินดีต่ำกับโรคทั้งหลายทั้งปวง แต่ไม่ใช่สาเหตุ

และแล้ววิตามินดีที่ต่ำนี้ เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนว่า ต้นทุนสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ และสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยตนเอง เลือกอาหารที่มีวิตามินดี แดด ออกกำลัง

เลิก ผลัดวันประกันพรุ่ง จะรอทำอาทิตย์ หน้า เดือนหน้า ถึงตอนนั้น โรคที่สะสมซ่อนอยู่ในร่างกายจะดาหน้าออกมา และระบบสาธารณสุขเราจะรอดหรือ