กรณีที่สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา บันทึกการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย โดยพบว่าเกิดที่ จ.เชียงใหม่ มากถึง 76 ครั้งในรอบ 16 วัน โดยครั้งล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม เวลา 15.44 น. ที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ มีความรุนแรง 4.2 แมกนิจูด และเวลา 16.23 น. ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน วัดความรุนแรงได้ 3.9 นั้น
เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ว่าจะยังไม่สามารถทำนายปรากฏการณ์การเกิดแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้ แต่มีเครื่องมือที่สามารถวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้ละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น ปกติแล้วการเกิดแผ่นดินไหวที่ถือว่ารุนแรงจะอยู่ที่ระดับ 4-5 แมกนิจูดขึ้นไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ กรณีที่เกิดที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นั้นระดับ 3.9-4.2 แมกนิจูด ถือว่าอยู่ในระดับปานกลางแค่รู้สึกถึงความสั่นไหวได้ในบางพื้นที่ ส่วนครั้งอื่นๆ ที่วัดได้อีกกว่า 70 ครั้งนั้น ระดับความรุนแรงอยู่ที่ 1-2 แมกนิจูด ไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือน แต่เครื่องวัดความสั่นสะเทือนวัดได้
“บริเวณนี้ถือเป็นการขยับตัวของเปลือกโลกแล้วปล่อยพลังงานออกมาตามปกติ อธิบายง่ายๆ เปรียบเทียบเหมือนคนที่มีความเครียดสูง หากได้ปลดปล่อยพลังงานออกมา ความเครียดก็จะคลี่คลายลงไป กรณีแผ่นดินไหวที่มีความถี่ แต่ไม่รุนแรง เป็นการปลดปล่อยพลังงานออกมาเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นไม่อยากให้ประชาชนเกิดความกังวล คิดมากไปว่าการที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งจะเป็นสัญญาณอะไรที่ไม่ดีหรือไม่” นายทศพรกล่าว
อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีก็ไม่ได้ตายตัวที่ว่าแผ่นดินไหวความรุนแรงน้อยๆ ที่เกิดขึ้นถี่ๆ แล้ว จะไม่เกิดเหตุการใหญ่ๆ ภายหลัง แต่ที่ผ่านมานั้นการเกิดเหตุการณ์แบบนี้ถือว่าเป็นการปลดปล่อยความเครียดของเปลือกโลก ซึ่งทางสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว และทางกรมทรัพยากรธรณีเอง ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่อยากให้ประชาชนกังวลจนเกินกว่าเหตุ ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ

