เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 มกราคม ที่ศูนย์บังคับคดีล้มละลายส่วนหน้า กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี แถลงผลการดำเนินงาน ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 และโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นบังคับคดีที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคใต้ ว่า สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กรมบังคับคดีสามารถผลักดันทรัพย์สินออกจากระบบบังคับคดีได้ 29,955,646,653 บาท โดยมีเรื่องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี 3,205 เรื่องทุนทรัพย์ 1,091,596,639.32 บาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 2,856 เรื่อง ทุนทรัพย์ 838,214,995.15 บาท ส่วนการทำงานเชิงรุกโดยการจัดโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2560 ครั้งที่ 1 ซึ่งกรมบังคับคดีร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธวพ.) ในพื้นที่ 3 จังหวัดนั้น
น.ส.รื่นวดี กล่าวต่อว่า ในวันที่ 19 มกราคม จะจัดขึ้นที่โรงแรมเดอะทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 21 มกราคม ที่โรงแรมหรรษา เจบี หาดใหญ่ จ.สงขลา และวันที่ 30 มกราคม ที่แก้วสมุย รีสอร์ต จ.สุราษฎร์ธานี โดยคาดว่าจะมีกลุ่มลูกหนี้เข้าร่วมกว่า400คนในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานเชิงรุกของเราตามนโยบาย 4 ร. คือ เร่งรัดติดตามคำสั่งศาล เร่งรัดประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ เร่งรัดการประกาศขายทอดตลาด และเร่งรัดการผลักดันทรัพย์สินมาใช้ในการผลักดันทรัพย์สินของกรมบังคับคดี โดยเมื่อปีที่ผ่านมา กรมบังคับคดีได้จัดมหกรรมขายทอดตลาดไปแล้ว 3 ครั้ง ขายได้และผูกพันราคาในคดีแพ่งและคดีล้มละลายเป็นเงิน 441,384,000 บาท และในวันที่ 29 มกราคม เราจะจัดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 4
“การขายทอดตลาดทรัพย์ไตรมาสแรกนั้น จังหวัดที่สามารถขายทอดตลาดทรัพย์ได้มากที่สุดคือ จ.ปทุมธานี ขายทอดตลาดทรัพย์ได้กว่า 1,600 ล้านบาท, จ.สมุทรปราการ ขายทอดตลาดทรัพย์ 1,500 ล้านบาท และ จ.นครปฐม ขายทอดตลาดทรัพย์ 1,300 ล้านบาท ส่วนจังหวัดที่ขายทอดตลาดทรัพย์ได้น้อยที่สุดคือ จ.ยะลา ขายทอดตลาดทรัพย์ได้ 1.4 ล้านบาท ส่วนแผนการทำงานไตรมาส 2 จะเร่งผลักดันทรัพย์สินให้เพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ 30 และจะมีแอพพลิเคชั่นอีก 3 แบบ เพื่อตรวจสอบสถานะบุคคลล้มละลาย ตรวจสอบสถานะการอายัดเงินเดือนและส่งคำร้องการขอไกล่เกลี่ย พร้อมตั้งเป้าการประเมินธนาคารโลกเรื่องความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในไทยจะต้องได้อย่างน้อยลำดับที่ 10” น.ส.รื่นวดี กล่าว
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวอีกว่า ในส่วนของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ได้ประสานกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มใหม่ ร่วมมือกับสถาบันการเงิน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยการไกล่เกลี่ยในไตรมาสแรกนี้ มีเรื่องเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี 3,205 เรื่อง ทุนทรัพย์1,091,586,639.32 บาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 2,856 เรื่อง ทุนทรัพย์ 838,214,995.15 บาท เทียบกับไตรมาสแรกของงบประมาณ 2559 ที่มีเรื่องเข้าไกล่เกลี่ย 2,236 เรื่อง สามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จ 1,877เรื่อง โดยพบว่าในไตรมาสนี้ สามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จเพิ่มขึ้นจากปี 2559 คิดเป็นร้อยละ 52.15 ทั้งนี้ กรมบังคดีได้เร่งรัดสำนวนคดีค้างดำเนินการเกิน 10 ปี ที่มีอยู่ 12,894 คดี ดำเนินการสำเร็จ 629 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.88 ของเรื่องที่ค้างดำเนินการ
“นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา เรายังมีทรัพย์สินรอการขายทอดตลาด รวม118,608คดี ราคาประเมิน 212,212,803,946.93 บาท เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ร้อยละ 36.99 ราคาประเมินกว่า 78,000 ล้านบาท ที่ดินว่างเปล่า ร้อยละ 37.57 ราคาประเมินกว่า 79,000 ล้านบาท ห้องชุด ร้อยละ 25.44 ของทรัพย์รอการขาย ราคาประเมินกว่า 53,000 ล้านบาท ผลรวมทั้งหมดกว่า 212,000 ล้านบาท” น.ส.รื่นวดี กล่าว

