ตม.สั่ง จนท.ห้ามให้ข้อมูลบุคคล “เข้า-ออก” ประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต

8.12.23 | 11:57 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 แถลงว่ามาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่เดินทางเข้า – ออกประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีบุคคลภาครัฐเอกชน และหน่วยงานต่างๆ มักประสานขอตรวจสอบข้อมูลคนเข้าและออกประเทศ โดยอ้างเหตุผลทางคดีหรือเหตุผลทางด้านความมั่นคง ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลบุคคลในฐานข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง


พล.ต.ต.เชิงรณ เปิดเผยว่า กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 มีภารกิจในการตรวจอนุญาตบุคคลทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่เดินทางเข้า – ออกประเทศผ่านด่านท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 5 ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ,ท่าอากาศยานกรุงเทพ,ท่าอากาศยานภูเก็ต,ท่าอากาศยานเชียงใหม่และ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลการเดินทางเข้า – ออกของบุคคลที่เดินทางผ่านด่านตรวจสนามบินดังกล่าวมักมีบุคคลหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ร้องขอเพื่อทำการตรวจสอบ อ้างว่าใช้ในการประกอบเป็นหลักฐานทางกฎหมายในหลายกรณี ซึ่งการขอตรวจสอบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและก่อให้เกิดความเสียหายได้ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยได้มี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือที่เรียกว่า กฎหมาย PDPA โดยกฎหมายดังกล่าวมีเจตนาคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ และเพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลซึ่งประชาชน และสังคม อาจเกิดความวิตกกังวลในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของตน

ทางกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จึงได้กำหนดการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่เดินทางเข้า-ออกประเทศ โดยมีมาตรการดังนี้
1. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ โดยจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นกรณีที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดให้กระทำได้ด้วยบทบาทภารกิจหน้าที่ในการตรวจอนุญาตบุคคลทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้า – ออกประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานในสังกัดของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เช่น

1.1 การเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กรณีเมื่อพบการแจ้งเตือนในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จะแจ้งนายตำรวจผู้ควบคุมระดับสารวัตรขึ้นไป เพื่อดำเนินการตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในระบบฐานข้อมูลนั้น เช่น กรณีเป็นบุคคลต้องคำสั่งศาลห้ามเดินทาง กรณีมีหมายจับคดีอาญากรณีหรือบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย เป็นต้น
1.2 การเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะกรณีที่มีคำสั่งศาลหรือกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจที่จะขอข้อมูลและมีการแจ้งขอเป็นหนังสือราชการ
1.3 การเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กรณีได้รับการสั่งการจากผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง
2 เพื่อการนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยภายใต้ดุลยพินิจและอำนาจตามกฎหมาย

Advertisement

2.การป้องกันการเข้าถึงหรือควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการดังนี้
2.1 ดำเนินการกำหนดสิทธิ และจำกัดสิทธิของเจ้าหน้าที่ในสังกัดกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2
ในการเข้าถึง หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลให้สามารถเข้าถึงได้โดยเจ้าหน้าที่เฉพาะราย หรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ หรือได้รับมอบหมายที่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวตามวัตถุประสงค์ มีการเพิกถอนสิทธิ เมื่อมีการลาออก เปลี่ยนตำแหน่ง หรือย้ายตำแหน่ง ตามคำสั่ง
2.2 ให้หน่วยงานในสังกัดกำหนดแนวทางการทำงานที่เป็นมาตรฐาน ในการเข้าถึง และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อป้องกันการเปิดเผย การล่วงรู้ หรือการลักลอบทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล การลักลอบถ่ายภาพหรือจัดพิมพ์ รวมถึงการลักขโมยอุปกรณ์จัดเก็บ หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
2.3 การเปิดผยซ้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของราชการ

3. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบันทึกกิจกรรมการใช้งานหรือการเก็บบันทึกการเข้า – ออก ระหว่างการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันมีให้ข้อมูลสูญหาย การเข้าถึงการใช้ข้อมูล การทำลายข้อมูล หรือการนำไปใช้โดยมิชอบ รวมทั้งการแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

4. ข้าราชการตำรวจในสังกัดทุกนายที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดเก็บและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ต้องปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดหากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูล หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนหรือนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยโดยไม่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการทางวินัยและอาญาพร้อมทั้งรายงานให้ ผบก.ตม.2 ทราบโดยเร็ว