‘วัชรินทร์’รองอธ.อัยการหัวหน้าชุดกำกับสอบสวน คดี140ล้านเผย ‘ต่อศักดิ์’เซ็นตั้ง ‘อัคราเดช พิมลศรี’เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคนใหม่ เเทน’บิ๊กโจ๊ก’ขอเวลาศึกษาคดีละเอียดก่อนประชุมร่วมกับอัยการอีก2สัปดาห์ จัดพนักงานสอบสวนเเน่น60กว่าคน
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน คดี 140 ล้าน เเละรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีว่า เนื่องจากคดีนี้เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งพนักงานอัยการต้องเข้าร่วมการสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามกฎหมาย ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะพนักงานอัยการเพื่อกำกับดูแลคดีนี้แล้ว ขณะที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เดิมทีมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ ก็ได้เปลี่ยนแปลง อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบไปแล้วในวาระการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งในการประชุมร่วมครั้งที่เเล้ว พล.ต.ต. กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รักษาราชการเเทน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน นำทีมตำรวจเข้าร่วมประชุม ซึ่งขณะนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนชุดใหม่ เเละทีมพนักงานสอบสวนชุดใหม่มากำกับดูแลคดีนี้ต่อไป โดยให้เหตุไว้ว่าเนื่องจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ปี2566 มีผลทำให้ตำแหน่งของผู้มีชื่อในคำสั่งบางตำแหน่งเปลี่ยนแปลงไป ข้าราชการตำรวจเกษียณอายุราชการ และมีเหตุจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน คดีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน คดีเกี่ยวพันกันหลายท้องที่มีความยุ่งยากสลับขับซ้อนในการสืบสวนสอบสวน
เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงตั้ง พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน เเละมีรองหัวหน้าพนักงานสอบสวนประกอบด้วย พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 1 ,พล.ต.ท. กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 6 ,พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
,พล.ต.ต. สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ,พล.ต.ต. นราเดช ทิพย์รักษ์ เป็นรองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 1,พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติรองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 1 , พล.ต.ต. ฉัตรชัย สุรเชษฐ์พงษ์ รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 2
พล.ต.ต. มานะ อินพิทักษ์ รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 2, พล.ต.ต. สุเมฆ บวรเศวตฉัตร รองจเรตำรวจ พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี , พล.ต.ต. วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 , พล.ต.ต. ธีระชัย ชำนาญหมอ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 โดยมี ผกก.เเละรอง ผกก.สภ.อ.คูคตเป็นเลขานุการ เเละรองเลขานุการ พร้อมด้วย ทีมงานพนักงานสอบสวนที่มาจาก กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1 จำนวน19 คน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจำนวน 20 คน เเละพนักงานสอบสวนในพื้นที่อีก14 คน
โดยมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ อาญาทำการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาในความผิดดังกล่าว รวมทั้งความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และหากการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดหรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกัน ก็ให้มี อำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดนั้น ๆ แล้วรายงานผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ
ซึ่งจากการประสานงานกับทางพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจซึ่งเป็นชุดใหม่ได้เเจ้งว่า ทางพนักงานสอบสวนจะขอเวลาศึกษาข้อมูลคดีในสำนวนอย่างละเอียดก่อนที่จะนัดประชุมร่วมกับคณะพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน คาดว่าประมาณ2สัปดาห์จะมีการประชุมความคืบหน้ากันต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีการกล่าวหา พล.ต.ต. กัมพล ลีลาประภาภรณ์กับพวกรวม 10 ราย ตลอดจนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ในข้อกล่าวหา เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่าง
ใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ,เป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ,ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ,ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ,และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีไปจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน แล้วนำตัวไปรีดเงิน 140 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเคลียคดี จนมีวลีเด็ดว่า “เป้รักผู้การเท่าไหร่ เป้เขียนมา” แต่ภายหลังกลุ่มผู้ต้องสงสัยไม่พอใจกับพฤติกรรมของตำรวจชุดจับกุม จึงได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.คูคต จังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีกับตำรวจชุดดังกล่าว ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.พิจารณา และต่อมา ป.ป.ช. ก็มีคำสั่งให้ส่งสำนวนกลับมาให้ชุดพนักงานสอบสวนทำคดีต่อ
ซึ่งคดีดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะต้องมีพนักงานอัยการเข้าไปร่วมสอบสวนกับตำรวจในชั้นสอบสวนด้วย ซึ่งเดิมทีเป็นอำนาจของสำนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี แต่เนื่องด้วยมีการเกิดเหตุในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และเชียงราย ทางสำนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี จึงทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด ว่าเห็นควรให้ทำคดีนี้อย่างไร ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุด ก็ได้มีคำสั่งให้สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ทำคดีร่วมสอบสวนกับตำรวจ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานทำสำนวนเสนอไปยังอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตฯ พิจารณา

