ก.แรงงาน ถกพิพัฒน์-ไตรภาคีปมค่าแรง รับลูกนายกฯท้วง ลุ้นเข้า ครม. 12 ธ.ค.

11.12.23 | 06:06 น.

ก.แรงงาน ถกพิพัฒน์-ไตรภาคีปมค่าแรง รับลูกนายกฯท้วง ลุ้นเข้า ครม. 12 ธ.ค.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา กรณีคณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดค่าจ้าง ประกอบด้วยภาครัฐ หรือกระทรวงแรงงาน ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง และตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง หรือไตรภาคี มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม เพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำสำหรับแรงงานแรกเข้า 2-16 บาท โดยเฉลี่ย 77 จังหวัดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะอยู่ที่ 345 บาท สูงสุด 370 บาทต่อวัน ขณะที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความไม่เห็นด้วย โดยเห็นอัตราปรับเพิ่มต่ำเกินไป พร้อมระบุว่าหากมีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะให้มีการทบทวนมติอีกครั้ง

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ดค่าจ้าง กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า จะต้องหารือกันในบอร์ดค่าจ้างว่ามีความเห็นอย่างไร หรือจะทบทวนหรือไม่ การพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดจะมีสูตรการคำนวณอยู่ จุดเริ่มต้นมาจากอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดแต่ละจังหวัดเสนอมายังคณะกรรมการวิชาการกลั่นกรอง ก่อนจะมาสรุปตัวเลขสุดท้ายในบอร์ดค่าจ้างพิจารณา อย่างไรก็ตาม กรณีข้อท้วงติงก็ได้หารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าจะนำเสนอมติบอร์ดค่าจ้างเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 12 ธันวาคมนี้หรือไม่

เมื่อถามว่า มติอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องเลื่อนเสนอ ครม.ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้หรือไม่ นายไพโรจน์กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ ขอให้บอร์ดค่าจ้างหารือกันก่อน

ด้าน นายวีรสุข แก้วบุญปัน กรรมการบอร์ดค่าจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า นายกฯมีสิทธิวิจารณ์และออกความเห็น ผู้ใช้แรงงานเองก็คงจะไม่เห็นด้วยกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้ประกาศออกไปเช่นกัน เพราะผู้ใช้แรงงานก็คาดหวังตามที่พรรคการเมืองได้หาเสียงเอาไว้ว่าจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 400 บาทต่อวัน

Advertisement

“อยากตั้งคำถามกลับว่า หากจะมีการปรับให้ถึงวันละ 400 บาทในตอนนี้ทำได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่บัญญัติไว้ว่า บอร์ดค่าจ้างเป็นผู้พิจารณาค่าจ้างโดยอิสระ ตรงนี้ควรปราศจากการครอบงำ หรือแทรกแซงจากภาคส่วนอื่น” นายวีรสุขกล่าว

เมื่อถามว่า หากจะต้องมีการทบทวนมติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหรือไม่ นายวีรสุข กล่าวว่า ถ้าจะพิจารณาใหม่จะต้องมีเหตุผล รวมถึงจะต้องไปดูกฎหมายว่ากรณีที่ลงมติไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงมติใหม่สามารถทำได้หรือไม่ แล้วถ้าหากทำได้ต้องถามต่อว่าใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งให้ทบทวน เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้อำนาจบอร์ดค่าจ้างในการพิจารณาและเมื่อมีมติไปแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะต้องนำมติดังกล่าวเสนอ ครม.พิจารณา หากเข้า ครม.พิจารณาแล้วไม่เห็นชอบ ก็จะเป็นปัญหา

“ต้องตอบคำถามว่าการที่ครม.ให้นำกลับมาทบทวนใหม่นั้น ครม.มีอำนาจในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ผมคงตอบไม่ได้ ต้องไปถามฝ่ายกฎหมายว่าทำได้มากน้อยอย่างไร” นายวีรสุขกล่าว

ด้าน นายชาลี ลอยสูง ที่ปรึกษาคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับนายกฯออกมาทักท้วงเรื่องนี้ เพราะผลการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของบอร์ดค่าจ้างไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ปัจจุบันรัฐบาลพยายามสนับสนุนกลุ่มนายทุนในทุกด้าน แต่กลับกดค่าจ้างของแรงงาน ทำให้เกิดความไม่สมดุล ไม่ยุติธรรมกับลูกจ้างควรได้ค่าแรงสูงกว่านี้ เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นทุกพื้นที่

“นายกฯออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ไม่ถือเป็นการแทรกแซง เพราะขนาดกรรมการค่าจ้างจังหวัด เป็นผู้สำรวจและพิจารณาตัวเลขก่อนเสนอเข้ามา อยากถามว่ามีสัดส่วนของลูกจ้างเข้าร่วมอยู่มากน้อยแค่ไหน” นายชาลีกล่าวและว่า สำหรับตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำควรจะเป็นนั้น ควรทำตามรัฐบาลหาเสียงไว้คือ 400 บาททั้งประเทศ ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มแบบก้าวกระโดด ในอดีตก็มีมาแล้วปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั้งประเทศ

วันเดียวกัน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เรื่องปรับค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นธรรม มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การปรับค่าจ้าง หากมองมิติเดียวแบบไร้วิสัยทัศน์ ไม่ได้ เพราะจะทำให้การพัฒนาประเทศไร้ทิศทางไปด้วย ดังนั้น ในการประชุม ครม.วันที่ 12 ธันวาคม จะพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ และนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน จะต้องปรับค่าจ้างให้เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน

ค่าจ้างขั้นต่ำต้องเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพของคนทำงานและครอบครัวได้ 3 คน และต้องปรับเท่ากันทั้งประเทศ สสรท.และ สรส.ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดค่าจ้างให้แตกต่างกันเป็นระดับท้องถิ่น และปรับค่าจ้างทุกปีตามดัชนีค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อ จะทำให้คนงานสามารถวางแผนอนาคตได้ ผู้ประกอบการก็สามารถวางแผนธุรกิจได้ พรรคการเมืองจะได้ไม่ต้องนำเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำไปหาเสียง จะได้เลิกถกเถียงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับเท่าใด และขอให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินจริง