ตามที่มีการประชุมคณะกรรมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบมาตรการการรองรับนโยบายการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 นำร่องใน 4 จังหวัด 1 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในร่างกฎกระทรวงฯ แล้ว ซึ่งจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปต่อ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตามกรอบเวลาตามนโยบายขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 เคยประกาศไว้ที่จะเริ่มในวันที่ 15 ธ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนมองว่าขณะนี้นโยบายเปิดสถานบริการถึงตี 4 นั้น มีความชัดเจนด้านนโยบายและเศรษฐกิจจริง แต่ไม่มีความชัดเจนเรื่องการควบคุม ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่คณะกรรมการฯ เห็นชอบออกมานั้น เช่น การตรวจวัดระดับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนออกจากร้าน การให้ร้านจัดที่พักคอยจนกว่าผู้นั้นจะสร่างเมา ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงแค่การขอความร่วมมือจากสถานบริการ แต่ไม่มีการออกกฎหมายใดๆ ออกมาเลย เพราะถ้าเพียงขอความร่วมมือเช่นนี้ ไม่ต้องรอให้เปิดสถานบริการถึงตี 4 ก็ขอความร่วมมือได้เช่นกัน ซึ่งตนเคยเรียกร้องถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใน 3 ข้อ คือ 1.การออกกฎหมายให้มีการเอาผิดกับสถานบริการที่ปล่อยให้มีผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา ออกมาจากร้านแล้วเกิดอุบัติเหตุต่างๆ เหมือนกันธุรกิจต่างๆ ที่จะต้องมีการกำจัดมลพิษเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อประชาชนคนอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรมต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียก่อน 2.เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมีผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต จะต้องมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเพียงการใช้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น และ 3.ทำให้เห็นถึงการใช้กฎหมายที่เข้มงวด เพื่อให้คนเห็นว่าเมื่อเมาแล้วขับ จะมีคุกรออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่เพียงโทษจำคุก 10 ปี หากรับสารภาพโทษลดลงกึ่งหนึ่งแล้วสุดท้ายก็ลดเหลือเพียงรอลงอาญาเท่านั้น ทำให้คนรู้สึกไม่กลัวต่อการกระทำความผิดในเรื่องนี้
“มาตรการรองรับที่ออกมาเหมือนปลอบใจประชาชน แต่นโยบายเปิดผับตี 4 มีความชัดเจนมากว่าเราจะเปิดถึงตี 4 กำหนดพื้นที่ชัดเจน และที่สำคัญคือ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีหน้าที่ควบคุม แต่กลับออกมาสนับสนุนให้มีการเพิ่มการดื่ม ปล่อยให้มีความไม่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ย้อนแย้งกันโดยสิ้นเชิง” นพ.แท้จริงกล่าว
เมื่อถามถึงบทบาทของคณะกรรมการฯ จะต้องค้านนโยบายเปิดผับตี 4 เท่านั้นหรือไม่ นพ.แท้จริงกล่าวว่า ตนมองว่าอาจจะไม่ค้านแต่ไม่ควรจะเชียร์ แล้วต้องหาทางควบคุมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้ได้ โดยเฉพาะการออกเป็นกฎหมายไม่ใช่เพียงขอความร่วมมือจากสถานบริการ ดังนั้น จะต้องมีกฎหมายให้เข้มข้น กรณีหากมีผู้ที่มึนเมาแล้วสร้างปัญหาให้กับสังคม จะต้องสืบย้อนกลับไปเอาผิดกับร้านนั้นๆ ตอนนี้อาจจะออกกฎหมายไม่ทัน แต่ก็สามารถเริ่มศึกษาเรื่องนี้ในการนำร่อง 4 จังหวัดนี้ได้ แล้วเอาผลการศึกษามาดูกันเลยว่าเมื่อขยายเวลาแล้วมีผลกระทบอย่างไรบ้าง
ถามต่อว่ามีการคาดการณ์หรือไม่ว่าหลังจากวันที่ 15 ธ.ค. จะมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบหรืออุบัติเหตุบนท้องถนนมาขึ้นอย่างไร นพ.แท้จริงกล่าวว่า ประเมินสถานการณ์ไม่ได้เลย เพราะยังไม่มีกฎหมายบังคับให้มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จะไม่สามารถรู้ได้ว่าจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจะมีมากน้อยแค่ไหน เว้นแต่จะมีการตรวจทุกเคสที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องใช้กฎหมายออกมาบังคับใช้ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามก็ต้องมีความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

