สกู๊ปพิเศษ : ดันวาระแห่งชาติ แก้วิกฤตประชากรลด บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล ล้างภาพจำ “ลูกมากจะยากจน”
โดย จิราพร จันทร์เรือง
รัฐบาล โดย “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2567 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566
1 ในนั้นคือ การประกาศผลักดันนโยบายการเพิ่มจำนวนประชากรและการรณรงค์ส่งเสริมการมีบุตรให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยจะนำแนวคิด ‘ลูกมากจะยากจน’ ออกจากสมองคนไทย
เรื่องนี้มีที่มาที่ไป เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อปี 2520 ที่เกิดแนวความคิดเชิงนโยบายโดย “นายมีชัย วีระไวทยะ” ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ขับเคลื่อนคำขวัญ “ลูกมากจะยากจน” เนื่องจากขณะนั้น อัตราการเกิดและอัตราการเพิ่มของประชากรของประเทศในขณะนั้นสูงถึงร้อยละ 3.3 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก
ทำให้เกิดการผลักดันนโยบายการทำให้เกิดน้อยลง โดยจัดโครงการวางแผนครอบครัวในเขตเมืองและเขตชนบทให้บริการยาเม็ดคุมกำเนิดและถุงยางอนามัยผ่านระบบอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 คน และระบบคลินิกชุมชน ให้บริการใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด ยาสอดคุมกำเนิด ยาฉีด และจัดทำโครงการหมันชุมชนให้บริการทำหมันชายฟรี และมีให้บริการใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด ยาสอดคุมกำเนิด
อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปใกล้เข้า 50 ปี สถานการณ์ปัจจุบันกลับพลิกผันจากเดิม เกิดเป็นปัญหาการขาดแคลนประชากรทั้งในไทยและทั่วโลก ขณะเดียวกัน สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบได้คืบคลานเข้าไปในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลทางโครงสร้างประชากร

“รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์” ที่ปรึกษาฝ่ายการวิจัยนโยบายทรัพยากรมนุษย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เล่าว่า เมื่อช่วง 30 ปีก่อน หลังจากเกิดคำขวัญ “ลูกมากจะยากจน” แพร่หลายในประเทศไทย
ทางสถาบันฯ ได้ร่วมกับหลายหน่วยงานศึกษาโครงสร้างประชากรในอนาคต พบว่ามีความเห็นต่างกันระหว่าง ‘นักเศรษฐศาสตร์ประชากร’ และ ‘หมอ’ เนื่องจากขณะนั้นมีโครงการช่วยคุมกำเนิดบุตร ทำให้การเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางการแพทย์ท้วงติงว่า นโยบายลดการเกิดอาจจะไม่เหมาะสมแล้ว เพราะอาจทำให้จำนวนประชากรลดลงมากเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับทั่วโลกที่มีอัตราการเกิดลดลง ทั้งนี้ สาเหตุที่จำนวนประชากรของไทยลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากประสิทธิภาพการคุมกำเนิดและอีกส่วนเกิดจากต้นทุนในการดูแลเด็ก 1 คน ในปัจจุบันสูงขึ้นจากเมื่อก่อนมาก
“ปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กไทยอยู่ 1.4 – 1.5 ต่อแสนประชากร หรือเฉลี่ยปีละ 5 – 6 แสนคนเท่านั้น ทำให้ฐานประชากรของไทยหยุดนิ่งอยู่ที่ 66 – 67 ล้านคน ซึ่งการนิ่งอยู่เช่นนี้ส่งผลให้กลุ่มผู้อายุ 15 ปีขึ้นไป ลดลงเหลือราว 50 ล้านคน ในจำนวนนี้ ก็จะมีส่วนหนึ่งที่อยู่ระหว่างการเรียนหนังสือ ดังนั้น จะเหลือคนอยู่ราว 40 กว่าล้านคนที่จะเป็นกำลังแรงงานได้ นอกจากนั้น การเกิดที่น้อยลงยังส่งผลต่อภาคธุรกิจการศึกษา ที่มีโรงเรียนเกิดขึ้นมามากมาย แต่ไม่มีเด็กเข้าไปเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนมาก และอัตราการจ้างงานครูสูง” รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีความพยายามใช้ ‘ทฤษฎีชื่นชมการมีบุตรมาก’ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกของประชาชนไปแล้ว เนื่องจากความคิดของคนในปัจจุบันมองว่าการมีบุตร 1 คน จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสูงมาก ทำให้ผู้ที่มีศักยภาพด้านการเงินเข้าถึงการคุมกำเนิดได้มากขึ้น กลับกันในผู้ที่มีรายได้น้อยก็มีลูกมากขึ้นเฉลี่ยครอบครัวละ 1 – 2 คน ซึ่งทาง สธ.มีนโยบายการทำหมันให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ไม่เจริญพันธุ์
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงในการผลักดันให้มีการกำเนิดมากขึ้น จะต้องดูว่าการเกิดนั้นมีคุณภาพหรือไม่ การเกิดนั้นจะเป็นไปตามสุขภาวะที่ควรจะเป็นหรือไม่ ไม่ขาดแคลนอาหาร ไม่มีความพิการหรือโรคประจำตัว
อีกทางหนึ่งคือ เรื่องเศรษฐกิจทางสังคม ภาวะความยากจน ที่การให้กำเนิดในครอบครัวที่ลำบาก ก็จะส่งผลให้การเลี้ยงดูเด็กทำได้ไม่ดี โดยจะส่งผลกระทบต่อการเข้ารับการศึกษาของเด็ก
“อีกปัญหาของการเรียนในเด็กไทย ที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงอายุในบ้านเรา ที่ไม่เพียงแต่เกิดน้อยแต่ตามมาด้วยแก่เร็ว ทำให้เด็กหลายคนที่เกิดมาได้รับการเลี้ยงดูโดยปู่ย่าตายาย ส่วนพ่อแม่ไปทำงานที่ต่างจังหวัด เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกระจุกอยู่ในบางพื้นที่ ทำให้บางพื้นที่โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่ขาดแคลนงาน คนต้องย้ายถิ่นฐานมาทำงานในส่วนกลางของประเทศ ทำให้ลูกที่เกิดมาขาดความอบอุ่น ขาดการเรียนรู้ เพราะการอยู่กับปู่ย่าตายาย ที่มีโอกาสในการศึกษาน้อย ก็ไม่สามารถสอนอะไรให้กับเด็กได้มาก ทำให้เด็กมีเพียงการเรียนรู้ในโรงเรียน กระทบต่อเนื่องไปถึงพัฒนาการความฉลาดทางปัญญา หรือ IQ และ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ของเด็ก” รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวว่า ส่วนปัญหาว่า ‘ทำไมคนไม่อยากมีลูก’ ก็เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่ 1 การศึกษาและรายได้ที่สูงขึ้นของคน ทำให้วัยของการมีบุตรถูกยืดออกไป โดยเฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความสามารถ ทำงานเก่ง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย มีความอิสระมากขึ้น ดูแลตัวเองตัวเองได้ ดังนั้น การเลือกคู่ครองที่จะแต่งงานมีลูกด้วยนั้น จึงเป็นความสำคัญมาก ทำให้ผู้หญิงยุคนี้แต่งงานช้า จากนั้นเมื่ออายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปแล้ว ก็จะกังวลเรื่องการมีบุตร เพราะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลครรภ์สูงมากขึ้น ทำให้บางคู่เลือกที่จะไม่มีลูกเลย ภาพในอนาคตที่จะเกิดขึ้นคือ การเป็นผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวไม่มีลูกหลานดูแล ซึ่งเริ่มเกิดชัดขึ้นในสังคมไทยเมื่อช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ที่เห็นชัดที่สุดคือ ในประเทศญี่ปุ่น ที่เห็นภาพผู้สูงอายุเสียชีวิตอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น
“ปัจจัยที่ 2 การทำงานของคนในปัจจุบัน ทำให้หลายคนไม่อยากมีลูก เพราะจะทำให้เขาสูญเสียโอกาสในการทำงานของเขาไปเลยก็ได้ เพราะถ้าจะเลี้ยงดูให้ดี ต้นทุนจะสูงมาก ทำให้คนเมืองไม่ค่อยมีบุตร เพราะต้นทุนในเมืองสูง ประกอบกับรูปแบบการเอาอย่าง เช่น การมีลูก 1 คน จะต้องพาลูกไปเรียนว่ายน้ำ เรียนเปียโน พาลูกไปทำกิจกรรมต่างๆ ให้ดูเป็นมนุษย์ ให้ดูเหมือนเพื่อนๆ ลูกคนอื่นเขา พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกเรียนสูง แต่เราเรียนสูงเกินไป เกินกว่าขอบเขตตลาดการจ้างงานในบ้านเรา ทำให้เด็กหลายคนไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น” รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว
จะเห็นได้ว่าการเกิดน้อยได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเชิงปริมาณ เชิงความสัมพันธ์ของครอบครัว เชิงเศรษฐกิจ หรือเชิงกำลังแรงงาน ซึ่ง รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวย้ำว่า หากปล่อยให้อัตราการเกิดน้อยเป็นปัญหาต่อไป ประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า จะพบกับปัญหาผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแล และเด็กที่เกิดน้อยและช้าก็จะเป็นช่องว่างของการพัฒนาประเทศและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
โดยเมื่อไม่นานมานี้ ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ได้ออกมาตอกย้ำปัญหาการเกิดน้อยของคนไทยว่า ใน 60 ปีข้างหน้า หรือในปี 2626 จำนวนประชากรไทยจะลดลงจาก 66 ล้านคน เหลือเพียง 33 ล้านคน จำนวนประชากรวัยแรงงาน คือ ช่วงอายุ 15-64 ปี จะลดลงจาก 46 ล้านคน เหลือเพียง 14 ล้านคน ประชากรวัยเด็ก ช่วงอายุ 0-14 ปี จะลดลงจาก 10 ล้านคน เหลือเพียง 1 ล้านคน และ ส่วนจำนวนคนสูงวัย คือ ผู้อายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคน ไปเป็น 18 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ
ซึ่งหากประชากรลดลงมากขนาดนี้ และคนวัยทำงานลดลงมาก ภาครัฐก็จะไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ นับจากนี้ จับตารัฐบาลภายใต้การนำของ “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าจะดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมการมีบุตรได้สำเร็จหรือไม่

