ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 80 ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมาเข้าคิวสักการะพระบรมศพอย่างคับคั่งหนาแน่นกว่าวันอื่นๆ เนื่องจากสำนักพระราชวังจะปิดไม่ให้สักการะพระบรมศพในวันที่ 20-21 มกราคม เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งในวันนี้ ประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพจะได้รับข้าวพอเพียงจากสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นวันสุดท้าย
สำหรับประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพนั้น ประชาชนจากจังหวัดต่างๆ ยังคงรวมตัวกันเช่ารถมาเป็นคณะ เพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพอย่างพร้อมเพรียงกัน อาทิ นางสาวมีนา เติมอาหลี อายุ 45 ปี ชาวไทยมุสลิม ต.คลองอุ่นตะเภา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเดินทางกับชาวบ้านในตำบล จำนวน 180 คน โดยออกจากสงขลาเมื่อเที่ยงคืนของวันที่ 17 มกราคม พักค้างคืน 1 คืน แล้วจึงมาต่อแถวเข้าคิวตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนเมื่อเช้า กล่าวว่า เมื่อได้กราบพระบรมศพ รู้สึกดีใจจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดใดได้ เป็นครั้งแรก ต่างจากที่คิดภาพไว้มาก น้ำตาเกือบไหลออกมา เมื่ออยู่ใกล้พ่อหลวงแล้วก็ไม่อยากลงจากพระที่นั่งเลย เพราะรู้สึกรักพระองค์มาก
“เราเกิดในรัชสมัยของพระองค์ ตลอดชีวิตก็ได้เห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อชีวิตที่ดีของเราเสมอมา ยิ่งเราเป็นชาวมุสลิมยิ่งรักมาก เพราะมองไปยังชาติอื่นๆ แตกต่างศาสนากันบางทีก็ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อย่างดีแบบเรา แต่กับประเทศไทยเรารักกัน พระองค์พระราชทานที่ดินทำกินให้ชาวมุสลิมที่นราธิวาส พระราชทานคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต่างๆ ทำให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความสุข” นางสาวมีนา เผย

นางสานะ หัดบิลแหม อายุ 53 ปี ชาวไทยมุสลิม จาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เดินทางมาในคณะเดียวกัน กล่าวว่า ขณะขึ้นไปเบื้องหน้าพระบรมโกศพระบรมศพได้นั่งสงบนิ่งพร้อมตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ไปสู่สุคติ ถึงตอนพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ไม่เคยมีโอกาสรับเสด็จฯ แต่ได้เห็นพระองค์ทรงงานผ่านโทรทัศน์ หลายครั้งที่เห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ ปลื้มปีติทุกครั้ง

สมาคมคนพิการ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 76 คน ประกอบด้วย ผู้บกพร่องทางสายตา ทางการเคลื่อนไหว และอื่นๆ เดินทางมาสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ โดยออกจากศรีสะเกษเมื่อตอนบ่าย 3 และมาถึงในเวลาตี 4 มาต่อแถวสักการะพระบรมศพ
นายทองใส รุ่งแสง อายุ 63 ปี ผู้บกพร่องทางสายตา ตัวแทนกลุ่ม กล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามากราบสักการะพระบรมศพ รู้สึกปลาบปลื้ม ปีติอย่างยิ่งที่ได้มากราบพ่อหลวง ซึ่งมีครั้งเดียวในชีวิตของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นที่รักของพวกเราทุกคน ความรักของเราที่มีนั้นลึกซึ้งสุดหัวใจ ได้เห็นพระองค์ทรงงานต่างๆเพื่อราษฎร ทำให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษา วัฒนธรรม ในทุกด้านได้รับพระมหากรุณาจากพระองค์ทั้งหมด โดยเฉพาะกับคนพิการได้อยู่ดีกินดี มีอาชีพ
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานทุนการศึกษา รวมทั้งอาชีพต่างๆ ทำให้เรามีงานทำ อย่างตนเองได้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลก็พอเลี้ยงชีพให้มีอยู่มีกินได้ พวกเราคนพิการในสมาคมจึงมากราบสักการะพระบรมศพ ขอส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย” นายทองใสกล่าว


นางจินดา เมืองสุวรรณ พนักงานบริษัทเอกชน วัย 53 ปี เดินทางมาโดยรถตู้ จากนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี กล่าวว่า เดินทางมาเป็นครั้งที่ 2 ขณะที่เพื่อนร่วมงานบางคนเพิ่งมีโอกาสมาเป็นครั้งแรก ถึงแม้จะได้ขึ้นไปกราบด้านบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก เนื่องจากคนเดินทางมากันมากแต่ก็รู้สึกดีใจที่มีได้มา ปลื้มปีติที่ได้เกิดเป็นคนไทย เป็นลูกของพระองค์ พระองค์เปรียบเสมือนพ่อที่ดูแลลูกๆ ดูแลประชาชนทั้งประเทศให้อยู่เย็นเป็นสุข ตรงไหนเดือดร้อนพระองค์ก็เสด็จฯ ไปช่วยแก้ไข พระองค์ทรงงานหนักก็เพื่อคนไทย เราในฐานะพสกนิกรที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงขอน้อมนำพระองค์เป็นต้นแบบ เรื่องที่จำได้ขึ้นใจก็อย่างที่พระองค์ทรงใช้ยาสีฟันจนหมดเกลี้ยง ซึ่งตอนนี้ก็ทำตาม อีกเรื่องที่ทำตามคำสอนอย่างเคร่งครัดคือ เมื่อคิดแล้วต้องลงมือทำทันที ค่อยๆ ทำไปทุกอย่างก็จะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน” ตัวแทนพนักกงานจาก จ.ชลบุรี กล่าว

นายณัฐพงศ์ ศรีภู นักเรียนชั้นม. 6 โรงเรียนโคกกะเทียมวิทยาลัย จ.ลพบุรี ซึ่งเดินทางมากับคณะนักเรียนในโรงเรียนอีกรวม 10 กว่าคน พร้อมคณะเทศบาลตำบลเขาพระงามอีก 200 คน กล่าวว่า เคยมาพระบรมมหาราชวังแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้เข้าไป วันนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ รู้สึกตื้นตันและบรรยายเป็นคำพูดไม่ออก ได้มาสักครั้งหนึ่งถือว่าเป็นความภูมิใจสูงสุด เพราะรู้สึกรักและเคารพพระองค์มาก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานตั้งแต่ตนยังไม่เกิดมีพระราชกรณียกิจมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทย พระองค์พระราชทานอาชีพ สร้างเขื่อน และสร้างโรงเรียนให้กับเด็กชาวเขา เพราะพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของชาติ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่ได้คอยสอนตลอด อย่างที่จ.ลพบุรีมีโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลพบุรีดีขึ้นมาก ที่ผ่านมาก็ได้น้อมนำเรื่องการประหยัดมาใช้ อย่างการอดออม ทำบัญชีรายรับรายจ่าย จดมาได้ปีกว่า ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ใช้เงินก่อนนี้เพื่อซื้อสิ่งของจำเป็น ไม่เดือดร้อนครอบครัว


