ตม.สนามบินเข้ม 6 มาตรการรับคลื่นมหาชนช่วงหยุดยาวเที่ยวปีใหม่ เตือนเผื่อเวลาเช็กอิน 3 ชม.

17.12.23 | 18:22 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 และโฆษก สตม. เปิดเผยความพร้อมเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 คาดการณ์ว่าจะมีคนไทยและต่างชาติเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศโดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ กว่าวันละ 1.5 แสนคน จากเดิมวันละ 1.2 แสนคนต่อวัน เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยววีซ่าฟรี ของรัฐบาล


พล.ต.ต.เชิงรณเผยว่า ปัจจุบันสนามบินอาจแออัดจากผู้โดยสาร เนื่องจากการขยายตัวของเที่ยวบินและผู้โดยสารเดินทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิเทียบกับพื้นที่อาคารผู้โดยสารที่มีในปัจจุบัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้เดินทางในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น ซึ่งจะมียอดคนเข้าประเทศสูงสุดราว 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง และคนออกประเทศสูงสุดราว 4,000 -5,000 คนต่อชั่วโมง ทาง บก.ตม.2 ในฐานะรับผิดชอบการตรวจคนเข้า-ออก ทางด่าน ตม.สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ทำหน้าที่คัดกรองผู้โดยสารเดินทางเข้า-ออกประเทศ ภายใต้หลักความมั่นคงของประเทศกำหนดมาตรการรองรับสำคัญได้แก่ 1.จัดกำลังพลเสริมหน้าที่เวรโดยให้เจ้าหน้าที่ ตม.เสริมเวรประจำเคาน์เตอร์ก่อนเวลาเข้าเวรปกติ 3-4 ชม. เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังพล โดยได้รับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ตม.จากด่านต่างๆ ทั่วประเทศ จาก พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. มาอีก 150 นาย ซึ่งจะจัดกำลังพลประจำเคาน์เตอร์ตรวจเข้าและออกได้มากที่สุด ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ ตม.งดขาด ลาพักผ่อน เพื่อช่วยกันดูแลพี่น้องที่เดินทางระหว่างประเทศได้อย่างเต็มกำลัง 2.ใช้วิธีการเกลี่ยปริมาณผู้โดยสาร (ขาเข้า) ที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้ง 3 โซนให้สมดุลกัน โดยหากฝั่งใดที่มีผู้โดยสารลงเครื่องหลายเที่ยวบินพร้อมกันเป็นคลื่นผู้โดยสารขนาดใหญ่ หากโถง ตม.ฝั่งนั้นเริ่มเต็มก็จะมีเจ้าหน้าที่ ตม.แจ้งให้ผู้โดยสารไปโซนถัดไปที่หนาแน่นน้อยกว่า จะทำให้ได้รับการตรวจหนังสือเดินทางได้เร็วขึ้น 3.ผู้โดยสารที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ จะมีการคัดแยกให้รับการตรวจที่ช่องทาง Priority เพื่อความสะดวกรับการตรวจ 4.สำหรับผู้โดยสารคนไทยลดขั้นตอนการสแกนลายนิ้วมือที่ช่องตรวจหนังสือเดินทางไทยทั้งขาเข้าและขาออก เนื่องจากคนไทยมีฐานข้อมูลหนังสือเดินทางไทยในระบบอยู่แล้ว 5.ประสานงานร่วมกับสายการบินกรณีพบผู้โดยสารที่เสี่ยงตกเครื่องในขาออกให้ประสานกับทาง ตม.ขาออก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทันขึ้นเครื่อง และ 6.พัฒนาระบบ Autometic channel ขาออกสนามบินสุวรรณภูมิ ให้รองรับการตรวจคนต่างชาติที่ใช้ E-passport กว่า 70 ชาติทั่วโลก โดยเริ่มใช้งานตั้งแต่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาเป็นของขวัญปีใหม่ของ สตม.ตามนโยบายนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

พล.ต.ต.เชิงรณกล่าวอีกว่า ในช่วงเที่ยวบินลงที่สนามบินสุวรรณภูมิพร้อมกันบางชั่วโมงสูงถึง 25 เที่ยวบิน จะมีคลื่นผู้โดยสารขนาดใหญ่เข้าที่โถง ตม. อาจมีภาพการสะสมของผู้โดยสาร ทาง ตม.มีมาตรการเร่งระบายโดยใช้เวลาตรวจคัดกรองกว่า 7 ขั้นตอนตามมาตรฐานความมั่นคง ทันทีที่ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่เกินคนละ 45 วินาทีเท่านั้นนอกจากนั้นมีการทดลองจับเวลาผู้โดยสารที่เดินเข้าโถง รอคิวและรับการตรวจต่อคนพบว่าใช้เวลารอเข้ารับการตรวจราว 18-20 นาที ทาง ตม.จำเป็นต้องคัดกรองคนร้ายชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวมาด้วยเช่นกัน ส่วนขาออกที่สนามบินสุวรรณภูมิต้องเผื่อเวลาในขั้นตอนการ check in ที่ Airline การผ่านจุดตรวจค้นตามหลักความปลอดภัยสากลการผ่าน ตม. และการเดินไปที่หลุมจอดเพื่อขึ้นเครื่อง โดยรวมอาจต้องเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ชม. ซึ่งในส่วนของ ตม.หลังจากที่มีการใช้ Autometic channel ขาออกสนามบินสุวรรณภูมิให้รองรับการตรวจคนต่างชาติที่ใช้ E-passport กว่า 70 ชาติทั่วโลก พบว่าสามารถระบายความหนาแน่นผู้โดยสารได้ดีขึ้นราว 6,000 คนต่อชั่วโมง จากเดิมตรวจระบายได้เพียง 4,100 คน

พล.ต.ต.เชิงรณยืนยันว่า นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ผบช.สตม. ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกภายใต้หลักความมั่นคง และ ตม.ถือเป็นหน้าตาของประเทศจึงต้องใส่ใจในการปฏิบัติให้ดีที่สุดโดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะเรียกคืนบรรยากาศท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม โดย ผบช.สตม.จะเดินทางมามอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ ตม.ที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 21 ธ.ค.นี้

Advertisement