นักวิจัยเวชศาสตร์เขตร้อนชี้ ‘วัคซีนไข้เลือดออก’ ป้องกันได้ 65 เปอร์เซ็นต์

19.01.17 | 17:18 น.

เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ศ.เกียรติคุณ พญ.อรุณี ทรัพย์เจริญ หัวหน้าโครงการวิจัยวัคซีนไข้เลือดออก ที่ปรึกษาคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคไข้เลือดออกพบในประเทศไทยมานานกว่า 60 ปี ป่วยมากสุดในกลุ่มอายุ 10-14 ปี โดยเมื่อปี 2558 มีข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบคนไข้ราวๆ 1.5 แสนคน แต่ตัวเลขจริงสูงกว่านี้ 15 เท่า จากการศึกษาพบว่าไวรัสจะมีอาการได้หลายแบบ คือ ตั้งแต่ไม่แสดงอาการ อาการน้อย มีไข้แต่ไม่มีเลือดออก ซึ่งพบได้ร้อยละ 38 ส่วนที่พบว่ามีไข้สูงและมีเลือดออกด้วยพบได้ร้อยละ 11 และในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ 2 เป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่ทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไข้เลือดออกมีหลายอาการดังนั้นการควบคุม กำจัดยุงลายอย่างเดียวอาจไม่พอ ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออกขึ้นมา ซึ่งคณะเวชศาสตร์เขตร้อนก็ได้ทำการศึกษาเช่นกัน และประสบความสำเร็จได้วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ทั้ง 4 สายพันธุ์

ศ.เกียรติคุณ พญ.อรุณี กล่าวว่า วัคซีนไข้เลือดออกดังกล่าวนับเป็นวัคซีนตัวแรกและตัวเดียวในโลก ที่มีการใช้แล้วในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย โดยสามารถป้องกันการเกิดไข้เลือดออกได้ร้อยละ 65 ลดการนอนโรงพยาบาลลงร้อยละ 80 และป้องกันการแทรกซ้อนจากโรคต่างๆ ได้ร้อยละ 65 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลการศึกษาระบุว่าวัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ในระยะ 5-6 ปี ดังนั้นเมื่อฉีดวัคซีนไปแล้วจึงยังต้องศึกษาต่อว่าจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหรือไม่

รศ.นพ.ชูเกียรติ ศิริวิชยกุล ผู้ร่วมโครงการวิจัยวัคซีนไข้เลือดออก หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์ฯ กล่าวว่า ความสามารถในการป้องกันวัคซีนไข้เลือดออกแต่ละสายพันธุ์ไม่เท่ากัน โดยจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์ที่ 3 และ 4 ได้มากสุดร้อยละ 90 รองลงมาคือการป้องกันสายพันธุ์ที่ 1 ส่วนสายพันธุ์ที่ 2 นั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันน้อยที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 30-40 โดยสายพันธุ์ที่ทำให้ระบาดในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับแต่ละปี บางปีก็สายพันธุ์ 2 บางปีก็สายพันธุ์ที่ 3 หรือ 4 แต่ในจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมด พบว่าสายพันธุ์ที่ทำให้โรครุนแรงที่สุดคือสายพันธุ์ที่ 2 และ 3 ทั้งนี้การที่มีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตัวแรกของโลกออกมา เมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมยุงลาย ไม่ให้ถูกยุงลายกัดก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้มากขึ้น