สสส. เปิดเวทีตอกย้ำ “อันตรายบุหรี่ไฟฟ้า” หมอประกิต ชี้ เป็นโรคระบาดในไทย

18.12.23 | 15:22 น.

สสส. เปิดเวทีตอกย้ำ “อันตรายบุหรี่ไฟฟ้า” หมอประกิต ชี้ เป็นโรคระบาดในไทย เจอเด็กสูบเกือบ 10%

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานเสวนาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแถลงการณ์ เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าภัยคุกคามต่อเด็กและเยาวชนและข้อเสนอมาตรการในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา

นพ.จอส ฟอนเดลาร์ (Dr.Jos Vandelar) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า แถลงการณ์ขององค์การอนามัยโลก ระบุถึงความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องสุขภาพของเด็กและผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ และลดอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อสุขภาพของประชาชน ได้แก่ 1.ประเทศที่มีการห้ามการขายบุหรี่ไฟฟ้า ให้ดำเนินมาตรการใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด 2.ประเทศที่อนุญาตให้มีการค้าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้า คือการขาย การนำเข้า การจัดจำหน่าย และการผลิต ควรกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อลดความน่าดึงดูด รวมถึงการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแต่งรสชาติทั้งหมด จำกัดความเข้มข้นและคุณภาพของนิโคติน และบังคับใช้มาตรการภาษีอย่างเข้มงวด

“องค์การอนามัยโลกสนับสนุนรัฐบาลไทยให้มีกฎหมายเรื่องการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป ขอให้รัฐบาลไทยบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องคนรุ่นใหม่จากผลิตภัณฑ์ที่อันตรายเหล่านี้ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งเสพติด อันตราย ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้สูบและผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน” นพ.จอส กล่าวนพ.จอส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังออกคำเตือน ไม่แนะนำให้รัฐบาลทุกประเทศอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ ส่วนประเทศที่ดำเนินยุทธศาสตร์การเลิกบุหรี่โดยใช้บุหรี่ไฟฟ้าควรควบคุมเงื่อนไขในการเข้าถึง เพื่อให้มั่นใจว่ามีข้อบ่งชี้ทางคลินิกที่เหมาะสม และต้องควบคุมเป็นผลิตภัณฑ์โดยได้รับอนุญาตทางการค้าระบุเป็นยาเท่านั้น

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในไทยน่าเป็นห่วงอย่างมาก เด็กและเยาวชนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากผลการสำรวจพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทย 61,688 คน เมื่อวันที่ 25 เม.ย.-6 มิ.ย. ปี 2566 ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พบเยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 9.1 ส่วนใหญ่ถูกเพื่อนชักชวนให้สูบร้อยละ 92.2 สอดคล้องกับผลสำรวจเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนและสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 39 แห่งทั่วประเทศ เมื่อเดือน พ.ค.2566 พบว่าร้อยละ 95.4 เคยสูบบุหรี่มวน และร้อยละ 79.3 เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยเริ่มใช้บุหรี่มวนเป็นสารเสพติดชนิดแรกร้อยละ 80.7 ในจำนวนนี้ร้อยละ 76 พัฒนาไปสู่การใช้ยาเสพติดชนิดอื่น

Advertisement

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น สสส. ได้เร่งดำเนินงานควบคุมยาสูบเพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อการป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลดผู้สูบรายเดิม สนับสนุนการให้บริการเลิกบุหรี่ การรักษาการติดนิโคตินในหน่วยบริการสุขภาพ ไปจนถึงพัฒนาศักยภาพเครือข่ายดำเนินงานควบคุมยาสูบทั้งส่วนกลาง และภูมิภาค มุ่งเน้นการรู้เท่าทันธุรกิจยาสูบ การตลาดยาสูบรูปแบบใหม่ และพัฒนาให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดปัจจัยเสี่ยงด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ตามที่มีแถลงการณ์ขององค์การอนามัยโลกออกมา ประเทศไทยจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำเตือนและมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศมีสถานการณ์ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและเด็ก ที่ผ่านมาไทยมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้า มาถึง 3 ชุด โดยชุดล่าสุดมีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 27 ก.ย.2566 ซึ่งมีเรื่องแปลกเกิดขึ้น คือในกรรมาธิการฯ 35 คน มี 2 คนเป็นล็อบบี้ยีสต์เกี่ยวข้องกับธุรกิจบุหรี่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อห้ามในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC)

“ตามที่พรรคการเมืองออกมาเรียกร้องให้มีกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเฉพาะชนิดที่มีกลิ่นรสนั้น ยิ่งเป็นการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีกลิ่นรสเข้าไปอยู่ใต้ดินและทำให้มีการซื้อขายกันมากขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้ผลิต แต่โดยสรุปคือ การแบนบุหรี่ไฟฟ้าก็จะพบปัญหา แต่ในการเปิดขายยิ่งมีปัญหามากกว่า” ศ.นพ.ประกิตกล่าวและว่า สหรัฐอเมริกามีการทดลองดูว่า เด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ากับเด็กที่สูบบุหรี่ธรรมดา หลังตื่นนอนนั้น พบว่า เด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าออกไปสูบบุหรี่เยอะกว่า แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงในการติดนิโคตินที่ทำให้เด็กเลิกยากมากกว่าบุหรี่ธรรมดา ด้วยความที่บุหรี่ไฟฟ้าสามารถสูบได้ตลอดเวลาและมีนิโคตินที่สูงกว่าขณะที่ รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลสำรวจล่าสุดปี 2566 ในนักเรียน 13-15 ปีของโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคกลางพบนักเรียนสูบถึงร้อยละ 25.4 เป็นผู้หญิงร้อยละ 27.3 ผู้ชายร้อยละ 24.2 จะเห็นว่าผู้หญิงสูบมากกว่าชาย ที่น่าตกใจบางคนสูบตั้งแต่อยู่ประถมศึกษา สาเหตุที่สูบเพราะอยากลอง กว่าร้อยละ 55 ซื้อจากออนไลน์ และกว่าร้อยละ 80 บอกว่าไม่สามารถเลิกได้เพราะมีคนรอบข้างสูบ ทั้งนี้ ตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าเติบโตขึ้นมากตั้งแต่ ปี 2561 บุหรี่ไฟฟ้ามีมากถึง 550,000 รูปแบบ มีรสชาติที่ดึงดูดเด็กมากกว่า 16,000 รสชาติ

รศ.พญ.เริงฤดีกล่าวว่า โดยพอตแบบใช้แล้วทิ้งเป็นที่นิยมในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 116 บุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ออกแบบให้มีปริมาณนิโคตินสูง ราคาถูก เข้าถึงง่าย โดยเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 56-64 บอกว่า “ตนเองติดบุหรี่ไฟฟ้า” ทั้งที่ บุหรี่ไฟฟ้ายังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการเลิกบุหรี่ และอาจนำไปสู่การติดนิโคตินอย่างต่อเนื่อง โดยบุหรี่ไฟฟ้ามักจะทำการตลาดผ่านออนไลน์ และอินฟูลเอนเซอร์ ทำให้แพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น องค์การอนามัยโลกจึงได้ส่งสัญญาณให้ทุกประเทศเฝ้าระวังสถานการณ์การบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ มีมาตรการห้ามการโฆษณา ส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ ทุกช่องทาง รวมทั้งออนไลน์