หนาวนี้ระวัง 3 โรคทางเดินหายใจ

19.12.23 | 06:00 น.
ระวังโรค

หนาวนี้ระวัง 3 โรคทางเดินหายใจ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้อัพเดตผลการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 และสายพันธุ์ที่เฝ้าติดตามในประเทศไทยหลังเข้าสู่ฤดูหนาว

เริ่มต้นได้ปฏิเสธข้อมูลที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ระบุว่า “เตรียมพร้อมรับมือโควิด-19 ระลอกใหม่สายพันธุ์ XBB.1.16* อาร์คตูรุส อาการใหม่ ไม่มีไข้ ตาแดง มีผื่นขึ้น หรือน้ำมูกไหล”

โดยยืนยันว่า กรมวิทยาศาสตร์ฯได้ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการติดตามการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม-2 ธันวาคม 2566

จากการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด-19 จำนวน 253 ราย พบสายพันธุ์ XBB.1.9.2* มีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 24.5 ถัดมาคือ EG.5* ร้อยละ 23.3, XBB.1.16* ร้อยละ 17.80 และ XBB.2.3 ร้อยละ 11.90 ตามลำดับ

Advertisement

สถานการณ์โดยรวมของไทยปัจจุบันพบว่า สัดส่วนของสายพันธุ์ EG.5* และ XBB.1.9.2* มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะที่สัดส่วนของสายพันธุ์ XBB.1.16* กับ XBB.2.3* มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 2 เดือนก่อนหน้า

ส่วนที่มีการส่งต่อข้อมูลในโซเชียลมีเดียนั้น จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลสายพันธุ์ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2566 พบเป็นสายพันธุ์ XBB.1.16* จำนวน 83 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.4

เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลลักษณะอาการทางคลินิกจากประวัติที่ผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2 สายพันธุ์ XBB.1.16* พบว่า ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก เสมหะ ปวดเมื่อย บางราย
ประมาณร้อยละ 10 มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย หอบร่วมด้วย ไม่พบลักษณะอาการตาแดง มีผื่นขึ้น หรือน้ำมูกไหล

อย่างไรก็ดี ช่วงนี้มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนๆ เล็กน้อย เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว เป็นช่วงที่จะพบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นได้

นพ.วิชาญ บุญกิติกร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้ขยายความว่า สำหรับโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เป็นโรคติดต่อทั่วไปมีจำนวนมาก ทั้งจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส แต่ที่มักจะเป็นปัญหาสำคัญและเกิดการระบาดมักจะเป็นการติดเชื้อจากไวรัส 3 ตัวคือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัส RSV และไวรัสโควิด-19

“ทั้ง 3 โรคมีอาการคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว มีลักษณะทางระบาดวิทยาของโรคคล้ายกัน มักจะอยู่ในฤดูกาลเดียวกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสังเกตได้ว่ามักจะนำมาด้วยการระบาดของไข้หวัดใหญ่ และไวรัส RSV ก่อน แล้วจะตามมาด้วยโควิด-19 โดยทั้ง 3 โรคนี้จะเป็นปัญหาสำคัญในกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า กลุ่ม 608 ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวมากที่สุดของทั้ง 3 โรค ได้แก่ ปอดบวม ปอดอักเสบ ภาวะหายใจล้มเหลวจากการติดเชื้อ สาเหตุของการเสียชีวิตได้ ที่สำคัญทั้ง 3 โรคเป็นแล้วเป็นอีกได้ ติดเชื้อซ้ำได้ ติดเชื้อพร้อมกันได้” นพ.วิชาญกล่าว

เมื่อแจกแจงทั้ง 3 ไวรัสก่อโรค นพ.วิชาญกล่าวว่า ไวรัส RSV ไม่ใช่โรคใหม่ ไม่ใช่เชื้ออุบัติใหม่ เป็นเชื้อที่มีมานานแล้ว โรคนี้จะมีปัญหามากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาภูมิต้านทานต่ำ เช่น คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย มีโรคประจำตัว ปัจจุบันเริ่มมีวัคซีนแล้วแต่ยังจำกัดการใช้ และการฉีดยังค่อนข้างยุ่งยาก โดยต้องฉีดจำนวนหลายเข็มต่อเนื่อง ส่วนผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้แต่อาการไม่รุนแรง ยกเว้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะมีอาการรุนแรงได้

ขณะที่ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีหลายสายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B สายพันธุ์ที่มีการระบาดในแต่ละปีอาจจะไม่เหมือนกัน เป็นแล้วเป็นซ้ำได้ ทั้งนี้ เรื่องการติดตามสายพันธุ์นั้น กรมวิทยาศาสตร์ฯจะมีการเฝ้าระวังติดตามสายพันธุ์อยู่ตลอด ไม่ต้องกังวล วัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้ดี แต่ประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้ออาจจะไม่สูงมาก ฉีดวัคซีนแล้วก็ติดเชื้อได้ แต่จะมีอาการจะลดลง วัคซีนสามารถป้องกันการป่วยหนัก หรือนอนโรงพยาบาลได้ดี

“โควิด-19 ขณะนี้ก็ยังเป็นโรคระบาดเป็นช่วงๆ เป็นไปตามฤดูกาล จะพบมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ค่อยๆ เพิ่ม แล้วจะค่อยๆ ลดลง และจะไปเพิ่มอีกครั้งหนึ่งหลังเดือนมิถุนายน ความรุนแรงของเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ลดลง ความรุนแรงของภาวะมิส-ซี (MIS-C) ในเด็กก็ลดลง คล้ายๆ ว่าโรคนี้กำลังปรับตัวเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจทั่วไป ส่วนวัคซีนโควิด-19 ยังคงมีความจำเป็นในกลุ่ม 608 เพราะวัคซีนสามารถป้องกันการป่วยหนักและนอนโรงพยาบาลได้ดี” นพ.วิชาญกล่าว

ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไปแนะนำว่า ช่วงนี้ใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมีกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมาก จากการไปท่องเที่ยว รวมทั้งการเดินทางไปเยี่ยมครอบครัว หรือญาติผู้ใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ ดังนั้น มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ในวงกว้างได้ การป้องกันโรคจึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดในการช่วยลดจำนวนผู้ป่วย

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองให้ปลอดภัยจากโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 ด้วยการปฏิบัติ ดังนี้ 1.ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือในกรณีที่มือไม่เปรอะเปื้อน 2.ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น 3.ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด 4.กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ นม ไข่ กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 5.ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น หากสงสัยป่วยแนะนำให้สวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อใกล้ชิดกับกลุ่ม 608 และเด็กเล็ก รวมทั้งเน้นกลุ่มเสี่ยง 608 สวมหน้ากากในที่สาธารณะ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับวัคซีนควรรีบเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน กลุ่มเสี่ยงและผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนให้หลีกเลี่ยงการเข้าสถานที่แออัด/สถานที่ที่มีคนไปอยู่รวมกันจำนวนมาก 6.เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่มีคนสัมผัสร่วมกันบ่อยๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล สถานประกอบการ เป็นต้น

“ส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย 1.ควรพักรักษาตัวที่บ้าน 3-7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ 2.สวมหน้ากากอนามัยเมื่อใกล้ชิดผู้อื่น 3.ใช้กระดาษทิชชู หรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากเวลาไอ หรือจาม 4.ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ 5.สำหรับผู้ป่วยที่มีไข้ ไอ หรือมีน้ำมูก และสงสัยจะป่วยด้วยโรคโควิด-19 ให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK หากผลเป็นบวกให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่ที่คนรวมตัวกันจำนวนมาก” นพ.วิชาญกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดคือแนวทางห่างไกล “ไวรัส” หน้าหนาวที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย