ศูนย์จีโนมฯ เผยพบโอมิครอน JN.1 ในไทยแล้ว 1 ราย คาดแพร่เป็นสายพันธุ์หลักต้นปี’67

19.12.23 | 17:58 น.

ศูนย์จีโนมฯ เผยพบโอมิครอน JN.1 ในไทยแล้ว 1 ราย คาดแพร่เป็นสายพันธุ์หลักต้นปี 2567

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Center for Medical Genomics” ระบุว่า

ระวัง! พบโอมิครอน JN.1 (รุ่นลูกของโอมิครอน BA.2.86) ในไทยแล้ว 1 ราย

ไวรัสโคโรน่า 2019 สายพันธุ์โอมิครอน BA.2.86 หรือมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “พิโรลา” ขึ้นชื่อในความสามารถในการจับกับผิวเซลล์ปอดของผู้ติดเชื้อได้ดีที่สุด แต่ยังหลบหนีภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ได้ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับโอมิครอนที่ระบาดมาก่อนหน้า เช่น EG.5.1 และ HK.3 อย่างมีนัยสำคัญ

ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกังวลว่า BA.2.86 อาจมีการกลายพันธุ์เพื่อหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้นโดยพบมีการซุ่มตัวแพร่เชื้อในระดับต่ำๆ มาหลายเดือนแล้ว

Advertisement

ในที่สุดความกังวลก็เป็นจริงเมื่อโอมิครอนสายพันธุ์ JN.1 (B.1.1.529.2.86.1.1) ได้อุบัติขึ้น โอมิครอน JN.1 เป็นรุ่นลูกของโอมิครอน BA.2.86 ซึ่งบนส่วนหนามมีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นหนึ่งตำแหน่งคือ “L455S” ส่งผลให้มีความสามารถทั้งจับกับผิวเซลล์และหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดในโลก ทำให้ในปัจจุบันกลายเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดโดดเด่นในฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว

ความสามารถในการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของโอมิครอน JN.1 ทำให้ทั้งองค์การอนามัยโลก, กรมควบคุมโรคสหรัฐ, อังกฤษ, อินเดีย, สิงคโปร์ ออกมาเตือนประชาชนกลุ่มเปราะบางให้เข้ามารับการฉีดวัคซีน

รัฐบาลอินเดียแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อโอมิครอน JN.1 โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง โดยให้ปฏิบัติมาตรการป้องกันอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กินร้อน ช้อนกลาง เว้นระยะห่างทางสังคม

ประเทศไทยเพิ่งพบโอมิครอน JN.1 จำนวน 1 ราย เมื่อ 28 ตุลาคม 2566 โดยมีการแชร์รหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมที่แยกได้จากผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร ไว้บนฐานข้อมูลโควิดโลกจีเสส (GISAID) คาดว่าต้นปีหน้าอาจแพร่เป็นสายพันธุ์หลักเหมือนประเทศอื่น

รายชื่อประเทศที่ตรวจพบโอมิครอน JN.1 จากจำนวนมากไปหาน้อยคือ เดนมาร์ก

ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมแชร์ไว้บนฐานข้อมูลโควิดโลกจีเสส (GISAID) จำนวน 1,035 ราย

คิดเป็น 14.543% แพร่ระบาดในประเทศ

แม้ว่าโอมิครอน JN.1 จะมีความสามารถในการแพร่เชื้อได้สูงกว่า แต่อาการโดยทั่วไปไม่รุนแรง ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด