ตำรวจสอบสวนกลางเเถลงผลการจับกุม 2 คดีสำคัญ รวบแม่เล้าวัยใส หลอกเด็กไปเปิดบริสุทธิ์กลุ่มจีนเทา รวบหนุ่มแสบอ้างผบช.ก. วิ่งเต้นลวงเหยื่อสูญเงินกว่า 4.5 ล้าน
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่กองบังคับการปราบปราม ตํารวจสอบสวนกลาง (CIB) แถลงผลการจับกุม 2 คดี สำคัญ คดีที่1 รวบแม่เล้าวัยใส หลอกเด็ก ไปเปิดบริสุทธิ์ กับกลุ่มจีนเทา และ คดีที่2 รวบผู้ต้องหา อ้างช่วยเหลือ วิ่งเต้นคดี กับผบช.ก. เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี
โดยคดีเเรก รวบแม่เล้าวัยใส หลอกเด็ก ไปเปิดบริสุทธิ์ กับกลุ่มจีนเทา ซึ่งจับกุม น.ส.บุศริน (สงวนนามสกุล)อายุ 22 , น.ส.ขวัญจิรา (สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี,น.ส.เอ (นามสมมุติ) 18 ปี,น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี,น.ส.ซี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี,น.ส.ดี (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี,น.ส.อี (นามสมมุติ) 15 ปี โดยมีพล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์(ผบก.ปคม.) เเถลงว่า
สืบเนื่องจาก บก.ปคม. ได้รับเเจ้งเบาะเเสจากมูลนิธิ ‘LIFT International’ ว่า มีการจัดหา และนำพาเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีมาแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากการค้าประเวณีโดยการขายบริการทงเพศให้กับลูกค้านายทุนจีนเทาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้สืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะร่วมกันติดต่อชักชวนเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี จากจ.แม่ฮ่องสอน ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น โดยบางรายที่ถูกหลอกว่าพามาเที่ยวที่กรุงเทพมหานครและถูกนำพาไปให้บริการทางเพศโดยไม่สมัครใจ ที่โรงแรมหรูใจกลางเมืองกรุงเทพ กับผู้ซื้อบริการซึ่งเป็นนายทุนจีนเทาโดยไม่มีการป้องกัน (ไม่สวมถุงยางอนามัย)หลังจากที่ให้บริการทางเพศเสร็จจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินประมาณ 200,000 บาท ต่อคน ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาจะหักไว้ประมาณ 100,000 บาทต่อคน แต่หากนายทุนจีนเทาดังกล่าวพบว่า เด็กหญิงไม่บริสุทธิ์หรือเคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว จะเปลี่ยนมาร่วมประเวณีทางทวารหนักแทน
เจ้าหน้าที่ บก.ปคม. จึงได้ทำการเข้าช่วยเหลือเด็กผู้เสียหายร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อทำการสัมภาษณ์คัดแยกผู้เสียหาย ผลปรากฎว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา และสามารถจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่จำนวน 2 ราย และผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี (ขณะกระทำความผิด) จำนวน 5 ราย ซึ่งผู้ต้องหาเต็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เคยให้บริการทางเพศกับนายทุนจีนเทามาก่อน และเปลี่ยนมากลายเป็นผู้จัดหาหญิงอื่นมาให้บริการทางเพศเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ต่อไป หลังจากการจับกุม ทางเจเาหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลกับนายทุนจีนเทาหรือผู้ใช้บริการรายอื่นๆ รวมถึงผู้ร่วมขบวนการนี้ทุกคน โดยเบี้ยงต้นสามารถพิสูจน์ผู้เสียหายได้มากกว่า 25 ราย



และคดีต่อมารวบหนุ่มแสบ อ้างผบช.ก. วิ่งเต้นลวงเหยื่อสูญเงินกว่า 4.5 ล้านนำการเเถลงโดย พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) ซึ่งในคดีดังกล่าวสามารถจับกุม 1.นายพรหมพร(สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ข้อหา “ฉ้อโกง,เรียกรับทรัพย์สิน เป็นการตอบแทนในการจูงใจหรือจะจูงใจเจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย” จับกุมได้ที่ ถ.พระราม 2 ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี
สืบเนื่องจาก มีผู้เสียหายได้ถูกดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดข้อหาฉ้อโกง และคดีอยู่ในระหว่างชั้นศาล ต่อมาผู้ต้องหาได้ติดต่อมายังผู้เสียหายและอ้างว่าตนทำงานที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ซึ่งสามารถช่วยในการยื่นขอประกันตัวและถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ได้เนื่องจากมีความสนิทสนมกับพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4
ต่อมาผู้ต้องหาได้ยื่นเรื่องประกันตัว ผู้เสียหายตามขั้นตอนของศาลจนผู้เสียหายได้รับการประกันตัว แต่ผู้ต้องหา ไปแอบอ้างว่า ผลจากการช่วยเหลือ จึงทำการเรียกค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 3,750,000 บาท ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายทราบว่าตนเองถูกดำเนินคดีในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.)ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัด กองบัญซาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งผู้ต้องหาได้อ้างกับผู้เสียหายว่าสามารถประสานกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเตช ผบช.ก. เพื่อช่วยเหลือวิ่งเต้นคดีได้ ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อ และโอนเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อเป็นค่าดำเนินการวิ่งเต้นเคลียร์คดีรวมมูลค่าความเสียหาย ที่นายณฐพนธ หลอกลวงผู้เสียหายว่าจะนำไปวิ่งเต้นคดี เป็นเงินจำนวน 4,250,000 บาท
ต่อมาผู้เสียหายได้มารู้ว่าตนทุกหลอกจึงเเจ้งความกับ สภ.สารภี จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมหลักฐานและสืบทราบว่าผู้ต้องหา จะขับรถเดินทางมาจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าลงใต้ไปตามถนนพระราม 2 ในวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา จึงได้มีการตั้งด่านสกัดจับตัวไว้ได้ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการตรวจสอบประวัติคดีอาญา ย้อนหลัง 10 ปี พบว่า นายพรหมพร พบว่ามีประวัติเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง , พ.ร.บ.เช็ค และอื่น ๆ มากกว่า 20 คดี โดยแผนประทุษกรรมจากการตรวจสอบแบ่งได้ 3 กรณี กรณีที่ 1 ผู้ต้องหาได้หลอกลวง ว่าได้ทำการสั่งจองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปต่างประเทศได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้จ่ายเงินให้ไป ต่อมาจึงทราบว่าไม่มีการซื้อตั๋วเครื่องบินจริงตามที่ตกลงกันไว้
กรณีที่ 2 ผู้ต้องหาได้ออกเช็คชำระหนี้ให้ผู้เสียหาย เมื่อถึงกำหนดเมื่อทำเช็คหมายเลขเก็บเงินจากธนาคารปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธจ่ายเงิน
และกรณีที่ 3 คือการอ้างว่าสามารถช่วยเหลือวิ่งเต้นคดีได้
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่รับคนใดมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับนายพรหมพร และในชั้นจับกุมนายพรหมพรให้การรับสารภาพไม่หมด โดยยอมรับแค่ครั้งที่เรียกเงินผู้เสียหายแค่ 500,000 เพียบเท่านั้น ส่วนครั้งแรกที่มีการเรียกเงิน 3,750,000 บาทนั้นยังคงให้การปฏิเสธ


