ศาลรับฟ้องคดี “แทนไท ณรงค์กูล” ฟ้อง “สนธิ ลิ้มทองกุล” หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรียก 1,000 ล้านบาท หลังถูกกล่าวหาเอี่ยวธุรกิจสีเทาและฟอกเงิน ในสนธิทอล์คนัดจำเลยสอบคำให้การ 12 ก.พ.67
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ302/2566 ที่ นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปีตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการ สนธิทอล์ค (Sonchitalk) เป็นจำเลย ได้กล่าวพาดพิงโจทก์ว่าเอี่ยวธุรกิจสีเทาและฟอกเงิน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท
โดยนายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความ และนายสมพงศ์ ตั่นไพบูลย์ ผู้รับมอบอำนาจจาก นายแทนไท ณรงค์กูล มาศาล
นายนิติศักดิ์กล่าวว่า ในส่วนคดีอาญา หลังจากมีการไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้เสร็จสิ้น ในวันนี้ศาลได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยมีรายละเอียดว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าโจทก์มีผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความ แสดงได้ว่า เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.2565 กรมการขนส่งทางบกได้จัดประมูลหมายเลขสวย โจทก์เข้าร่วมประมูลและประมูลได้หมายเลขทะเบียน 9 กก 9999 ให้แก่บริษัท ไททันแคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยชนะการประมูลราคา 45,090,000 บาท ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้เผยแพร่ภาพว่าโจทก์เป็นผู้ชนะการประมูล เมื่อวันที่ 16 ธ.ค., วันที่ 23 ธ.ค.2565 และวันที่ 13 ม.ค.2566 จำเลยซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ออนไลน์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ชื่อรายการ “สนธิทอล์ค” ชื่อรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เผยแพร่ทางแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก ยูทูบ และติ๊กต็อก ไปยังผู้ชมรายการทั่วโลก โดยจำเลยพูดและแสดงภาพประกอบอันมีความหมายว่า โจทก์ได้เงินมาจากกการกระทำผิดกฎหมายทางเว็บไซต์ให้บริการเล่นการพนันออนไลน์ และนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายมาฟอกเงินโดยตั้งบริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด และมาประมูลหมายเลขทะเบียน 9 กก 9999 ในราคา 45,090,000 บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้กระทำผิดกฎหมายใดๆ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ให้บริการเล่นการพนันออนไลน์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้แล้ว หากในชั้นพิจารณาโจทก์สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ดังที่แสดงในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนี้แล้ว การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามฟ้อง คดีของโจทก์จึงมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 90 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา”
สำหรับในส่วนคดีแพ่ง ที่มีการฟ้องแยกเป็นอีกคดี ศาลแพ่งได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกไปชั่วคราวเพื่อรอผลในคดีนี้
โดยนัดสอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันสืบพยาน ในวันที่ 12 ก.พ.2567 เวลา 09.00 น.

