‘พิพัฒน์’ มั่นใจ! ปรับค่าจ้างขั้นต่ำรอบ 2 ได้ก่อนสงกรานต์ เล็งเพิ่มรายพื้นที่
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่กระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยระหว่างแถลงมอบของขวัญปีใหม่ 2567 ให้แก่ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศว่า จากการประชุมของคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม และวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมไตรภาคีมีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศ 2-16 บาท ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์ถัดไป แล้วหลังจากนั้นตนจะขอให้คณะกรรมการค่าจ้างศึกษาข้อมูลต่างๆ ในทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณารายจังหวัด รายอำเภอ และกลุ่มอาชีพ เพื่อหารือว่าจะมีสาขาอาชีพใดบ้างที่จะมีการปรับขึ้นได้มากกว่าที่ประกาศไป
รมว.แรงงานกล่าวว่า ขณะที่การปรับอัตราค่าจ้างรายจังหวัดอาจต้องไปดูถึงรายอำเภอ รายตำบล หรือเทศบาลใดบ้างที่ควรจะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาเป็นการปรับอัตราค่าจ้างจากภาพรวมเศรษฐกิจรายจังหวัด ซึ่งมองว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมที่ทำกับผู้ใช้แรงงาน
“คนทำงานในเมืองค่าครองชีพสูงกว่า แต่ได้อัตราค่าจ้างเท่ากับคนนอกเมืองที่มีอัตราค่าครองชีพถูกกว่า ฉะนั้น คนที่ทำงานในเมือง หรือในเทศบาล หรือในพื้นที่ที่มีความเจริญ เศรษฐกิจที่ดีกว่า ค่าครองชีพสูงกว่า ควรปรับอัตราค่าจ้างให้เหมาะสม ผมคิดว่าคณะกรรมการค่าจ้างจะยอมรับในสิ่งที่กระทรวงแรงงานเราจะนำเสนอเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง จึงขอความกรุณาจากคณะกรรมการค่าจ้างว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะศึกษาและหารือกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเหมือนในหลายประเทศทั่วโลกที่มีการศึกษารายอาชีพ หรือรายพื้นที่ ดังนั้น ไม่ใช่เป็นความคิดริเริ่มของกระทรวงแรงงานในยุคของผมและปลัดกระทรวงแรงงาน” รมว.แรงงานกล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า คิดว่าน่าจะมีการปรับอัตราค่าจ้างใหม่อีกครั้งช่วงก่อนปีใหม่ไทย คือเทศกาลสงกรานต์ เดือนเมษายน 2567 โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า ขอให้ดูความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีค่าครองชีพสูงก็ควรปรับค่าแรงเพิ่มขึ้น ฉะนั้น ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาดูแลกระทรวงแรงงานก็ได้หารือผ่านปลัดกระทรวงแรงงาน เพื่อไปหารือกันอีกครั้งหนึ่งในคณะกรรมการค่าจ้าง
ผู้สื่อข่าวถึงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งที่ 2 ในปี 2567 เป็นลักษณะใด นายพิพัฒน์กล่าวว่า จะต้องมีการศึกษาข้อมูลในเรื่องนี้และมีข้อมูลสนับสนุนมากพอสมควร โดยปลัดกระทรวงแรงงานจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูล นอกจากนั้น ยังขอความร่วมมือจากทางกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูภาวะเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ในแต่ละจังหวัดของปี 2566 ว่าจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง แต่ตอนมีความมั่นใจว่าในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นมาจากเดิม
“โดยเฉพาะนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นความหวังของพี่น้องคนไทยทุกคน ซึ่งถ้ามีเงินนี้เข้ามาช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 ตามที่นายกฯแถลงข่าวไปว่าเศรษฐกิจทุกคนจะดีขึ้น ดังนั้น การที่เราจะปรับค่าแรงขั้นต่ำตามพื้นที่และรายกลุ่มอาชีพก็จะสอดคล้องกันและทำให้ในแต่ละพื้นที่มีการขยับและขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวต่อไปว่า หากเศรษฐกิจดีขึ้น สถานประกอบการต่างๆ ก็สามารถขยับค่าจ้างให้ผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการได้ เช่น เขตบางรัก ที่มีธุรกิจสถานบริการ และอาคารสำนักงาน
“วันนี้คงต้องลงไปดูว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่เท่าไร ถ้าหากเฉลี่ยแล้วสูงมากกว่า 400 บาทต่อวัน เราก็ต้องไปดูว่าคนที่ได้ต่ำกว่านั้น เราก็จะต้องพยายามขยับให้สูงขึ้นถึง 400 บาท เพราะแต่ละพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร จะมีความไม่เท่าเทียมกัน ฉะนั้น เขตที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต้องมีการขยับค่าแรงขึ้นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้ใช้แรงงาน
“เช่นเดียวกับต่างจังหวัด อาจต้องลงไปดูถึงรายอำเภอ รายตำบล และ รายอาชีพ ตอนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เปิดพื้นที่นำร่องเปิดสถานบริการถึงตี 4 ฉะนั้น เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวดีขึ้นแน่นอน ผมมั่นใจว่าหลังจากวันที่ 17 มกราคม 2567 ที่ปลัดกระทรวงแรงงานจะเชิญคณะกรรมการค่าจ้างหารือกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับการหาข้อมูลจากกระทรวงอื่นๆ จากนั้นเราจะต้องรีบประชุมให้เสร็จสิ้นก่อนเดือนมีนาคม เพื่อประกาศเป็นของขวัญปีใหม่ในเทศกาลสงกรานต์ที่ทางรัฐบาลได้มีนโยบายท่องเที่ยวมหาสงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินได้มากขึ้น ผมมั่นใจว่านายกฯสามารถทำให้ปี 2567 เป็นปีทองอีกปีหนึ่งของไทยได้” นายพิพัฒน์กล่าว

