วันที่ 20 มกราคม 2560 นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยนายพิษณุ เสนาวิน นายปิยะ วงศ์ลือชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พ.อ.ชัยเดช สุรวดี รอง ผบ.กกล.รส.จว.พจ. นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ นายก อบจ.พิจิตร นายอนุชา ศรีสุทธิรักษ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองพิจิตร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน พล.ท.ฉลวย แย้มโพธิ์ใช้ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้ทำความเข้าใจร่วมกัน ณ บริเวณศาลาเก้าเหลี่ยม บึงสีไฟ อ.เมืองพิจิตร โดย พล.ท.ฉลวยได้แจกเอกสารข่าวและรายละเอียดโครงการ พร้อมกล่าวขอโทษที่ทำให้เกิดความลำบากใจ
การออกมาแถลงครั้งนี้ สืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวโดยอ้างคำพูดของ พล.ท.ฉลวยว่าการพัฒนาบึงสีไฟไม่มีเหตุประการ และขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการดังกล่าว ส่งผลให้สำนักงบประมาณตัดโครงการพัฒนาบึงสีไฟ ทำให้ชาวพิจิตรที่ไม่พอใจออกมาเคลื่อนไหว โดยเนื้อหาประเด็นอื่นๆ นั้นไม่ได้กล่าวถึงตามที่เป็นข่าว ในส่วนการทำความเข้าใจร่วมกันในวันนี้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน รวม 4 ประเด็น คือทุกฝ่ายมีแนวทางการพัฒนาบึงสีไฟเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีข้อขัดแย้ง เพราะทุกคนต่างยึดความรักความสามัคคีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท หากการพัฒนาบึงสีไฟแล้วเสร็จจะนำเข้าโครงการ กปร.อย่างแน่นอน สำหรับการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างต่างๆ จะดำเนินการเท่าที่จำเป็น ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศไปพร้อมกัน ซึ่ง พล.ท.ฉลวยกล่าวว่ายินดีสนับสนุนผลักดันงบประมาณของจังหวัดพิจิตร เพื่อพัฒนาบึงสีไฟ รวมทั้งการปรับปรุงอควอเรียมและบ่อจระเข้ต่อไป
นายวีระศักดิ์กล่าวว่า ผมเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พอมาแล้วก็ได้สำรวจพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะบึงสีไฟ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดพิจิตร และเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ รองจากกว๊านพะเยา จ.พะเยา และบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ สิ่งแรกที่ผมเห็นคือ บึงสีไฟไม่มีน้ำเลย สถานที่ทรุดโทรมมาก คือเรียกง่ายๆ ว่าบึงสีไฟอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ เพราะขาดการดูแล
“หลังจากนั้นผมได้ไปปรึกษากับทางนายชาติชายว่า ผมจะของบประมาณเพื่อพัฒนาบึงสีไฟให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และทำให้ระบบนิเวศกลับคืนมา ซึ่งตรงนี้ผมต้องคุยกับทุกฝ่าย เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะมอบบึงสีไฟให้กับ กปร.ไป เพราะเราทำตามแนวพระราชดำริฯ แต่ภาพรวมที่ผ่านมาที่เป็นข่าวคือความขัดแย้งของคนพิจิตร ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่จริงๆ มันไม่ใช่ คนพิจิตรส่วนใหญ่อยากให้สร้างและพัฒนา เพราะบึงสีไฟย่ำแย่มากแล้ว ข่าวที่ลงไปคิดว่าผู้ว่าฯจะมาสร้างอะไรใหม่ จริงๆ แล้วเราใช้งบประมาณตัวนี้เพื่อปรับปรุง” นายวีระศักดิ์กล่าว
นายวีระศักดิ์กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะอควอเรียมที่จะสร้างนั้น หากสร้างเสร็จ ที่ไหนก็สู้ของพิจิตรไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ หนองคาย หรือที่บึงฉวาก สุพรรณบุรี ความทันสมัย ความตื่นตาตื่นใจจะมีมากกว่าที่อื่นๆ ถ้ำจระเข้มีความทันสมัย ส่วนระบบนิเวศ เราก็พัฒนาตามแนวพระราชดำริฯทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแก้มลิง จากเดิมตอนนี้บึงสีไฟมีน้ำเพียง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เราจะทำให้บึงสีไฟมีน้ำถึง 12 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งตรงนี้จะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่สมบูรณ์และใหญ่จริงๆ พอช่วงหน้าแล้งเราก็ผันน้ำจากบึงสีไฟได้ถึง 6 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้พี่น้องชาวพิจิตรมีน้ำใช้ พื้นที่บึงสีไฟตอนนี้เหลือเพียง 5,390 ไร่ จากเดิมมีพื้นที่ 12,000 ไร่ ตรงนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของจังหวัดพิจิตรที่ต้องกำกับและดูแล

“โครงการนี้ทำท่าจะตกแหล่มิตกแหล่ เหตุผลเพราะคนพิจิตรมาขัดใจกันเอง ซึ่งวันนี้ต้องมาคุยกัน เพื่อหาทิศทางหรือทางออก แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมพยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้โครงการนี้เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนพิจิตร แต่ต้องการเห็นพิจิตรเกิดความเจริญ ผมมาเดี๋ยวผมก็ไป คนที่อยู่คือคนพิจิตร ก็ต้องรักษาบึงสีไฟให้ดี โครงการนี้เราไม่ได้ทำให้บึงสีไฟเสียหาย เราต้องการระบบนิเวศกลับคืนมา เราต้องการธรรมชาติกลับคืนมา แต่มาติดปัญหาเพราะคนเพียงบางคนเท่านั้น” นายวีระศักดิ์กล่าว
ด้าน พล.ท.ฉลวยเผยว่า ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจของพี่น้องชาวพิจิตร ที่ผ่านมาผมเองได้เดินเรื่องขอข้อมูลเกี่ยวกับบึงสีไฟไปทางจังหวัดพิจิตร ซึ่งผมเองนั้นอยากให้แนวทางของโครงการดังกล่าวเป็นแนวทางตามพระราชดำริฯ ผมยอมรับว่าอยากให้หน่วยงานระดับจังหวัดพิจิตรเข้ามากำกับและดูแลบึงสีไฟ
“ตนหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมันเสียไปทั่วจังหวัด ส่วนงบประมาณต่างๆ นั้นอยู่ที่แต่ละหน่วยงาน เรื่องมันก็เท่านี้เอง ผมไม่ได้ขวางหรือขัดข้องในเรื่องของโครงการการพัฒนาบึงสีไฟแต่อย่างใด แต่ขอให้เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริฯก็เท่านั้นเอง ผมสนับสนุนเต็มที่ เพราะผมก็คนพิจิตร ต้องขอโทษด้วยที่กระแสข่าวบางสื่อออกมาในทิศทางที่ไม่ดีกับบึงสีไฟ ผมไม่ได้ขวาง แต่พร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพียงแค่ให้เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริฯเท่านั้น” พล.ท.ฉลวยกล่าว
พล.ท.ฉลวยกล่าวอีกว่า วันนี้ที่เรามาคุยกัน ไม่ได้เป็นเพราะความขัดแย้ง มันเป็นเวทีที่เราต้องมาพูดคุยกัน มีนักข่าวบางคนเอาหนังสือของผมไปเขียนบนเส้นสีแดงที่ผมขีดเอาไว้ เอาไปลงข่าว จนเกิดการคลาดเคลื่อนในเรื่องนี้ คนพิจิตรทุกคนอยากเห็นความเจริญ อยากเห็นธรรมชาติและระบบนิเวศของบึงสีไฟกลับมา ผมเป็นกำลังใจให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรที่มีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาพัฒนาบึงสีไฟในครั้งนี้
ขณะที่ พ.อ.ชัยเดช สุรวดี รอง ผบก.กกล.รักษาความสงบเรียบร้อย จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า เมื่อทุกฝ่ายคุยกันแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อไป มีใครบ้างที่ไม่อยากให้บ้านเมืองเกิดความเจริญ มีใครบ้างที่อยากให้ระบบนิเวศที่ย่ำแย่เสียหายไปมากกว่านี้ สื่อบางสื่อเขียนข่าวในทางลบ มันทำให้เกิดความเสียหาย คนพิจิตรต้องการบึงสีไฟให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และระบบนิเวศทางธรรมชาติกลับคืนมา ไม่ใช่เป็นแบบนี้
ทั้งนี้ ที่โรงเรียนวัดใหม่วังหว้า อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร ได้มีบรรดาตัวแทนเด็กนักเรียนกว่า 30 คน ร่วมเป็นกำลังใจแก่นายวีระศักดิ์ พร้อมกับบอกขอให้สู้ พัฒนาบึงสีไฟให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยได้ช่วยกันเขียนสิ่งที่อยากมีที่บึงสีไฟตามจินตนาการของเด็กๆ ทั้งการสร้างปรับปรุงศาลากลางน้ำ การซ่อมแซมสะพาน การขอให้มีสนามเด็กเล่น เป็นต้น พร้อมวิงวอนขอให้ผู้ที่คัดค้าน ขอให้สงสาร เห็นแก่ความฝันของบรรดาเด็กๆ ด้วยเถิด
สำหรับการพูดคุยหารือถึงแนวทางการพัฒนาบึงสีไฟซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้ามาร่วมปรึกษาและพูดคุยในครั้งนี้ ต่างได้ข้อยุติเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทางผู้ว่าราชการได้เตรียมรายงานไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อรายงานข้อเท็จจริงถึงกรณีความขัดแย้งให้ทราบต่อไป อย่างไรก็ตาม โครงการพัฒนาบึงสีไฟในครั้งนี้ ทางจังหวัดพิจิตรได้ของบประมาณจากสำนักงบประมาณจำนวนกว่า 500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและพัฒนาบึงสีไฟให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริฯ คือ การขุดลอกบึงสีไฟจะใช้งบประมาณ 320 ล้านบาท ส่วนงบการก่อสร้างอคอเรียมหรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจำนวน 517 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 837 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ทำโมเดลออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่มาเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ทำให้คนพิจิตรไม่พอใจกับกระแสข่าวเรื่องยุติการพัฒนาบึงสีไฟ

