เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 มกราคม 2560 ที่ห้องประชุม 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. และชุดตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครู จ.สกลนคร หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก และได้รับการอภัยโทษออกมาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขอรื้อฟื้นคดี ซึ่งล่าสุดอยู่ในกระบวนการรอการไต่สวนสืบพยาน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดย พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวว่า การเดินทางมาเพื่อประสานข้อมูลกับตำรวจ และยืนยันว่า 2 หน่วยงานไม่มีความขัดแย้งกัน ขณะนี้ประชาชนกำลังสับสนว่าเรื่องของนางจอมทรัพย์คือความขัดแย้งของหน่วยงาน ทั้งนี้ จริงๆ แล้วคือการทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ตามบทบาทของแต่ละหน่วยงานเท่านั้น
พล.ต.อ.ปัญญากล่าวภายหลังการประชุมว่า ตำรวจกับกระทรวงยุติธรรมทำงานร่วมกันมาโดยตลอด และไม่ได้มีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ทางตำรวจมีหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เท่าที่สามารถรวบรวมได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอัยการ หรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นๆ ก็ได้มีการประสานข้อมูลกัน เพื่อให้ข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยืนยันว่าตำรวจไม่ได้มุ่งร้ายต่อนางจอมทรัพย์หรือใครทั้งนั้น ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี ขณะนี้ได้นำส่งหลักฐาน เอกสาร ไปบางส่วนแล้ว ส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบพบมีผู้เข้าร่วมขบวนการจัดฉากรับผิดจำนวนประมาณ 7 คน ตามที่เสนอไปแล้ว ส่วนจะมีใครบ้างนั้นไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ซึ่งในวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ ศาลจังหวัดนครพนมจะมีการนัดไต่สวนพยานในส่วนที่เกี่ยวข้อง
จตช.กล่าวว่า ตอนนี้ตำรวจมีหน้าที่หาข้อมูล สืบสวนข้อเท็จจริงที่เราพบ นำข้อมูลนี้เสนอต่ออัยการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการหักล้างพยานหลักฐานอีกด้าน และเมื่อผ่านกระบวนการรื้อฟื้นคดีของศาลในครั้งนี้ เมื่อศาลฎีกามีคำตัดสินเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีออกมา ตำรวจก็จะพิจารณาว่าจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่ทำผิดต่อไปหรือไม่ และหากมีขบวนการที่เกี่ยวข้องเราก็จะสืบสวนต่อไป ตอนนี้มีการหารือกันหลายส่วน พิจารณาแล้วว่าตอนนี้เป็นเขตอำนาจของศาลแล้ว เรื่องอยู่ที่ปลายธาร ตำรวจเป็นต้นธาร การจะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร ควรต้องรอให้ปลายธารมีดุลพินิจตัดสินออกมาก่อน แล้วจากนี้จะมาพิจารณาว่าควรย้อนกลับไปที่ต้นธารอย่างไร สำหรับการทำสำนวนคดีที่นางจอมทรัพย์เป็นผู้ต้องหา จากการตรวจสอบสำนวน การทำงานของพนักงานสอบสวน ยืนยันว่าสำนวนที่ทำไปตั้งแต่ปี 2548 เป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน เป็นสำนวนที่ละเอียดแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ปกป้องกันเอง หากท้ายที่สุดมีความบกพร่องก็ต้องพิจารณาข้อบกพร่อง อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ ระหว่างนี้ ก่อนศาลจะนัดไต่สวนสืบพยานรื้อฟื้นคดี วันที่ 10 กุมภาพันธ์จะมีการหารือกันระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง โดยครั้งหน้าตนจะเดินทางไปที่กระทรวงยุติธรรมเอง
ด้าน พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวว่า หน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมคือการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน เมื่อนางจอมทรัพย์รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมจึงเข้ามาร้องขอให้รื้อฟื้นคดี ทางกระทรวงยุติธรรมก็ดำเนินการตามคำร้องขอของนางจอมทรัพย์ ตามที่กฎหมายอนุญาต ซึ่งในกรณีนี้ศาลได้ตัดสินไปแล้วว่านางจอมทรัพย์มีความผิด เมื่อมีการร้องขอขึ้นมา ทางกระทรวงยุติธรรมจึงต้องพิจารณาเข้าสู่กระบวนการรื้อฟื้นคดี ส่วนกรณีที่พบหลักฐานใหม่ว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำผิด ซึ่งหลักฐานส่วนนี้อาจจะทำให้ศาลฎีกาพิจารณาได้นั้น จะต้องมีการสืบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบก่อน ซึ่งตนก็ยังเชื่อมั่นในพยานหลักฐานนี้ตามข้อเท็จจริงที่ตนมี ตนมีข้อเท็จจริงด้านหนึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีอีกด้านหนึ่ง วันนี้ก็มีพูดคุยรับฟังข้อมูลของต่างฝ่าย และก็ไม่มีทางที่จะไปเออออหรือไปแอบสรุปตรงกัน ถ้าวันหน้ากลายเป็นว่าตกลงแล้วไปในทางเดียวกัน ก็จะกลายเป็นว่าซูเอี๋ย เกี้ยเซียะกันอีก เอาเป็นว่าตอนนี้ทั้งตำรวจและกระทรวงยุติธรรมต่างทำหน้าที่ตามกฎหมายของตน มีข้อเท็จจริงที่ต่างกัน แต่ท้ายที่สุดข้อเท็จจริงเดียวคือคำตัดสินของศาล ที่ยังต้องรอ
รองปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า สำหรับกรณีที่ตำรวจมีข้อมูลว่ามีขบวนการจัดฉาก เรื่องราวนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดนางจอมทรัพย์ถึงไม่ยื่นเอกสารหลักฐาน และปฏิเสธการให้ปากคำในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น เรื่องนี้ตนไม่อยากจะย้อนกลับตอบคำถามเพราะเป็นเรื่องในอดีต กระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ในการยื่นพยานหลักฐานในการรื้อฟื้นคดีเท่านั้น โดยพยานหลักฐานต่างๆ ต้องไปพิจารณากันในขั้นศาล
ขณะที่ พล.ต.อ.เดชณรงค์กล่าวว่า วันนี้ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการสอบสวนคดีอาญากับตัวแทนของกระทรวงยุติธรรม เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน โดยทางตำรวจยืนยันว่ายังไม่พบจุดบกพร่องของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานคดีในปี 2548 แต่อย่างใด ขณะที่ทางกระทรวงยุติธรรมก็มีข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่ง ที่ต้องรอการตัดสินของศาลเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดี เพราะที่สุดแล้วความจริงต้องมีชุดเดียว

