สำรวจ ‘น้ำ’ สิ้นปี เก็บไว้สู้ ‘เอลนีโญ’ รับวิกฤตแล้งนาน
เริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแล้วกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงทำให้เกิดภัยแล้งยาวนาน สัญญาณเตือนได้ปรากฏตั้งแต่ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2566 เกิดฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณน้ำฝนในภาพรวมทั้งประเทศ น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
แนวโน้มเอลนีโญที่ลากยาวเข้าสู่ฤดูแล้งในช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2567 จะทำให้ฝนทิ้งช่วงนาน ในขณะที่ปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนลดต่ำลงเรื่อยๆ จึงเชื่อว่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เกิดภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำในภาคการเกษตร หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการรับมือกับผลกระทบดังกล่าว
ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หลายจังหวัดประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำอยู่เกือบทุกปีนั้น กิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครราชสีมา ระบุว่า ต้องเกาะติดดูแนวโน้มเอลนีโญที่อาจจะเกิดแต่ละระยะอย่างใกล้ชิด แล้วปรับแผนรับมือให้เหมาะสม เดิมมีการคาดการณ์ว่าเอลนีโญจะส่งผลกระทบ 2-3 ปี โดยปี 2566 เป็นปีแรก ถ้าปลายปี 2567 เอลนีโญยังต่อเนื่อง ปี 2568 จะน่าเป็นห่วง จะมีน้ำต้นทุนน้อยมาก
“เท่าที่สังเกตการวิเคราะห์และคาดการณ์นักวิชาการ คาดว่าเอลนีโญจะคลายสถานการณ์เป็นค่ากลาง คือ มีฝนตกปริมาณปกติ แล้วมีแนวโน้มว่าจะเป็นลานีญาปลายปี แต่ทั้งนี้การคาดการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด จึงต้องปรับเป็นไดนามิกส์ตามไปด้วยดูแต่ละช่วง แล้ววิเคราะห์สถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมรับมือให้เหมาะสม เพราะอ่างเก็บน้ำในจังหวัดนครราชสีมา ไม่สามารถจะเก็บสำรองน้ำไว้จำนวนมากได้ ต้องพร่องระบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ถ้าเก็บกักไว้มาก แล้วมีฝนหรือพายุมาในช่วงนั้น เสี่ยงเกิดอุทกภัยได้ ต้องบริหารปีต่อปี ไม่สามารถเก็บสำรองไว้ใช้ 2-3 ปีได้เหมือนกับภาคเหนือ ดังนั้น ถ้าไม่ปล่อยน้ำหรือไม่ใช้น้ำให้เป็นประโยชน์ก็จะเกิดภัยพิบัติน้ำล้นน้ำท่วมขึ้นได้ การบริหารจึงต้องพลวัต เกาะติดสถานการณ์ตลอด เพื่อปรับแผนให้สอดคล้อง”กิติกุล ระบุ
สำหรับสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2566/2567 ณ วันที่ 25 ธันวาคม ปริมาณน้ำเก็บกัก อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง มีดังนี้
- อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุอ่าง ปัจจุบันมีจำนวน 18 แห่ง คือ แม่งัดสมบูรณ์ชล กิ่วลม กิ่วคอหมา แควน้อยบำรุงแดน แม่มอก ห้วยหลวง จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลำปาว สิรินธร ป่าสักชลสิทธิ์ ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ ขุนด่านปราการชล หนองปลาไหล ประแสร์ นฤบดินทรจินดา และบางลาง
- อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50% ของความจุอ่าง ปัจจุบันมีจำนวน 13 แห่ง คือ ภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา น้ำอูน น้ำพุง ลำตะคอง ลำพระเพลิง มูลบน ลำแชะ ลำนางรอง บางพระ แก่งกระจาน รัชชประภา
- อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำระหว่าง 31-50% ของความจุอ่าง ปัจจุบันมีจำนวน 4 แห่ง คือ ทับเสลา กระเสียว คลองสียัด และปราณบุรี
- อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุอ่าง ปัจจุบันไม่มี
⦁สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ จำนวน 470 แห่ง
มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 59,581 ล้าน ลบ.ม. (78% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 35,639 ล้าน ลบ.ม. (68% ของความจุอ่างรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 16,795 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นรายภาค ดังนี้
ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 18,599 ล้าน ลบ.ม. (72% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 11,763 ล้าน ลบ.ม. (62% ของความจุอ่างรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 7,348 ล้าน ลบ.ม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 8,664 ล้าน ลบ.ม. (83% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 6,846 ล้าน ลบ.ม. (80% ของความจุอ่างรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 1,765 ล้าน ลบ.ม.
ภาคกลาง มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 1,326 ล้าน ลบ.ม. (72% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 1,242 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุอ่างรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 511 ล้าน ลบ.ม.
ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 22,359 ล้าน ลบ.ม. (84% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 9,071 ล้าน ลบ.ม. (67% ของความจุอ่างรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 4,410 ล้าน ลบ.ม.
ภาคตะวันออก มีปริมาณในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 1,892 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 1,740 ล้าน ลบ.ม. (73% ของความจุอ่างรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 629 ล้าน ลบ.ม.
ภาคใต้ มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 6,741 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 4,977 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 2,132 ล้าน ลบ.ม.
⦁สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก
ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 17,615 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุอ่างรวมกัน) ปริมาณน้ำใช้การได้ 10,919 ล้าน ลบ.ม. (60% ของความจุอ่างรวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 6.90 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำออกจากอ่าง 48.92 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 7,256 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น
เขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,330 ล้าน ลบ.ม. (66% ของความจุอ่างรวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 4.39 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 28.00 ล้าน ลบ.ม.
เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำใช้การได้ 2,924 ล้าน ลบ.ม. (44% ของความจุอ่างรวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 2.43 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 14.04 ล้าน ลบ.ม.
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำใช้การได้ 818 ล้าน ลบ.ม. (91% ของความจุอ่างรวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 0.08 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 3.46 ล้าน ลบ.ม.
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำใช้การได้ 847 ล้าน ลบ.ม. (88% ของความจุอ่างรวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 0.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 3.46 ล้าน ลบ.ม.
⦁แผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2566/67 ช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566-30 เมษายน 2567
ทั่วประเทศ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 มีปริมาณน้ำต้นทุน 40,387 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำ 21,810 ล้าน ลบ.ม. สำรองน้ำต้นฤดูฝน 18,577 ล้าน ลบ.ม. โดยแบ่งความต้องการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค 3,060 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 14, รักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 7,195 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33, เกษตรกรรม 10,955 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50, อุตสาหกรรม 600 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 3, และแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 5.79 ล้านไร่
ลุ่มเจ้าพระยา วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 มีปริมาณน้ำต้นทุน 11,085 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำ 6,100 ล้าน ลบ.ม. สำรองน้ำต้นฤดูฝน 5,485 ล้าน ลบ.ม. โดยแบ่งความต้องการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19, รักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 2,500 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41, เกษตรกรรม 2,315 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 38, อุตสาหกรรม 135 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 2, และแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 3.02 ล้านไร่
ลุ่มน้ำแม่กลอง (1 มกราคม-30 มิถุนายน 2567) วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 มีปริมาณน้ำต้นทุน 9,196 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำ 5,000 ล้าน ลบ.ม. สำรองน้ำต้นฤดูฝน 4,196 ล้าน ลบ.ม. โดยแบ่งความต้องการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค 460 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 9, รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,360 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27, เกษตรกรรม 3,180 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 และแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่
⦁แผน-ผลจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2566/67 ทั้งประเทศ (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566-30 เมษายน 2567)
ผลจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2566/67 (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธ.ค.2566) ทั้งประเทศ (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง) จัดสรรน้ำไปแล้ว 5,979 ล้าน ลบ.ม. (28%) คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีก 15,831 ล้าน ลบ.ม. (72%) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ) จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,621 ล้าน ลบ.ม. (27%) คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีก 4,479 ล้าน ลบ.ม. (73%)
⦁การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2566/67
ทั้งประเทศ วางแผนเพาะปลูกพืช ทั้งสิ้น 6.37 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 5.80 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.57 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแผนการเพาะปลูกพืช ทั้งสิ้น 3.16 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 3.03 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.13 ล้านไร่
ผลการเพาะปลูก ปัจจุบันรวมการเพาะปลูกทั้งประเทศ 3.75 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 59 ของแผน แบ่งเป็นเพาะปลูกข้าวนาปรัง 3.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 61 ของแผน ส่วนพืชไร่-พืชผักเพาะปลูก 0.19 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 33 ของแผน
เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันรวมการเพาะปลูก 2.73 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 87 ของแผน แบ่งเป็นการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 2.67 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผน ส่วนพืชไร่-พืชผักเพาะปลูก 0.06 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 48 ของแผน
⦁คาดการณ์ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำ ณ 1 พฤษภาคม 2567
ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั้งประเทศ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเก็บกัก 45,858 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุน้ำเก็บกัก ปริมาณน้ำใช้การ 22,316 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุน้ำใช้การ
ของอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยา คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเก็บกัก 13,310 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุน้ำเก็บกัก ปริมาณน้ำใช้การ 6,614 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ของความจุน้ำใช้การ

