วันที่ 20 มกราคม 2560 เวลา 10.00 น. ห้องประชุมเมตตาธรรม โรงพยาบาลหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ นพ.รเมศ ว่องวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก พร้อมนายทวีทรัพย์ เขียวรัตน์ อัยการเชี่ยวชาญ สำนักงานภาค 6 รักษาการอัยการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมนิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯและตัวแทนสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบูรณ์, ตัวแทนธนาคารออมสิน สาขาหล่มสัก, ตัวแทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาหล่มสัก ประชุมร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลฯซึ่งเป็นกลุ่มลูกหนี้เงินนอกระบบราว 30 คน
เพื่อตรวจสอบหลักฐานและข้อเท็จจริง ในการหาแนวทางช่วยเหลือในข้อกฎหมายให้กับกลุ่มลูกหนี้ที่กล่าวอ้างว่า ตกเป็นเหยื่อนายทุนเงินกู้ที่เป็นข้าราชการในสังกัดเดียวกันที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 เกินกว่ากฎหมายกำหนด มีการปลอมแปลงเอกสารโดยแก้ไขตัวเลขในสัญญากู้ยืมเงิน เพิ่มยอดวงเงินกู้เกินกว่าความเป็นจริง และนำไปฟ้องร้องกระทั่งถูกบังคับคดี จนถูกยึดทรัพย์สินและถูกอายัดเงินปันผลสหกรณ์ออมทรัพย์ กระทั่งได้รับความเดือดร้อนจนต้องเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสภ.หล่มสักก่อนหน้านี้
รายงานระบุว่า ในการประชุมได้มีการจัดแบ่งกลุ่มลูกหนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ถูกฟ้องร้องและแจ้งความรวมทั้งกลุ่มผู้ค้ำเงินกู้ 2.กลุ่มถูกเจ้าหนี้ขู่ฟ้องร้องแต่ยังไม่ดำเนินการ และ 3.กลุ่มลูกหนี้ที่ยังไม่มีปัญหาแต่ถูกยึดบัตรเอทีเอ็มไว้ จากนั้นให้ลูกหนี้เหล่านี้แยกไปให้ข้อมูลรายละเอียดพร้อมแสดงหลักฐานเอกสารการกู้ยืมเงินการจ่ายหนี้สิน กับทางอัยการและนิติกรรวมทั้งผอ.โรงพยาบาลฯ โดยกลุ่มลูกหนี้ที่เข้าให้ข้อมูลในครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้ของนายทุนเงินกู้นอกระบบในรายพยาบาลวิชาชีพที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีก่อนหน้านี้ และในจำนวนนี้ซึ่งมี 19 รายที่สร้างความหนักใจให้กับทีมไกล่เกลี่ย เนื่องจากมีลูกหนี้ 11 รายซึ่งถูกบังคับคดีแล้ว และลูกหนี้อีก 8 รายยังอยู่ในขบวนการฟ้องร้อง
อย่างไรก็ตามหลังจากเสร็จสิ้นการให้ข้อมูลรายละเอียดกับทางอัยการและนิติกรแล้ว บรรดากลุ่มลูกหนี้ต่างมีสีหน้าแสดงออกถึงความดีใจ รวมทั้งเริ่มมีความคาดหวังว่าน่าจะมีทางออกหรือมีโอกาสได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น
นายรัตนพงษ์ แสนตา ผู้ค้ำประกันให้ภรรยาซึ่งเป็นพนักงานลูกจ้างโรงพยาบาลฯและได้ถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องกระทั่งถูกบังคับคดี ระบุว่า ทางอัยการฯให้คำแนะนำให้พูดคำจริงแม้จะไม่มีหลักฐานในการกู้และชดใช้เจ้าหนี้ไปแล้วก็ตาม เพราะยังไงก็ต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล แต่หากพูดเกินความจริงหรือให้การเท็จจะต้องถูกลงโทษอีก อย่างไรก็ตามหลังทางผอ.โรงพยาบาลและทางอัยการรวมทั้งทางนิติกรยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือแบบนี้ ทำให้ทุกคนต่างใจชื้นและมีความหวังมากขึ้นและเชื่อว่าน่าจะมีทางออกที่น่าพอใจ

ด้านนางอำภา ไพรเพชรศักดิ์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหล่มสักและเหยื่อนายทุนเงินกู้นอกระบบอีกราย กล่าวว่า ทางผอ.โรงพยาบาลช่วยหาสถาบันการเงินในระบบมาช่วย ซึ่งทางธนาคารก็พยายามหาทางช่วย แต่ส่วนใหญ่ลูกหนี้ก็จะติดบัญชีดำกันหมด การที่ลูกหนี้ต้องมาถูกคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 และยังถูกฟ้องร้องอายัดเงินปันผลแถมถูกยึดทรัพย์ก็เหมือนกับซวยซ้ำขึ้นไปอีก พวกเราก็เหมือนไม่มีทางออกจึงเหมือนปลาตายน้ำตื้น
ขณะที่รายงานยังระบุว่า ในกลุ่มลูกหนี้ที่เข้าให้ข้อมูลต่ออัยการฯและนิติกร มีลูกหนี้บางรายซึ่งก่อนหน้าถูกนายทุนรายนี้ฟ้องร้องจนต้องเป็นลูกหนี้ เคยเป็นเครือข่ายให้นายทุนโดยการนำเงินของนายทุนรายนี้ มาปล่อยให้เพื่อนร่วมงานกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 โดยมีข้อตกลงกับนายทุนจะไม่คิดอัตราดอกเบี้ยที่ตนเองกู้ยืมไป แต่ภายหลังกลับต้องถูกนายทุนเงินกู้นอกระบบรายนี้ยื่นฟ้องเช่นกัน จึงร่วมลงชื่อเพื่อเข้าสู่ขบวนการขอความช่วยเหลือในครั้งนี้
ส่วนความคืบหน้าทางคดีความหลังกลุ่มลูกหนี้ได้รุดเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา ปรากฎว่ามี 8 รายที่แจ้งบันทึกไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ในขณะที่ล่าสุดได้มีลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหล่มสักนำหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อกล่าวโทษนายทุนเงินกู้นอกระบบซึ่งเป็นพยาบาลชำนาญโรงพยาบาลเดียวกัน ในข้อหาคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้รับคดีไว้แล้ว แต่ยังอยู่ในชั้นการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน

