บช.น.แจงไทม์ไลน์ เข้าสอบปากคำเด็ก 14 พร้อมยื่นฟ้องร้องเด็กภายใน 20 ปี
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม โฆษกอัยการสูงสุดเปิดเผยว่าสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 3 คืนสำนวนกราดยิงที่ห้างสยามพารากอน เนื่องจากพนักงานสอบสวน ส่งสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็ก โดยไม่ได้รอผลการวินิจฉัยจากแพทย์สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ก่อน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 มาตรา 134 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ถือเป็นการสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กโดยมิชอบ จึงคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
โดยเมื่อผู้ต้องหาอยู่ในสภาวะหายป่วยเป็นปกติ และสามารถต่อสู้คดีได้ ให้สอบสวนให้เสร็จสิ้น แล้วส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาภายในอายุความ 20 ปี นั้น
กองบัญชาการตำรวจนครบาล ชี้แจงประชาสัมพันธ์ว่า 1.คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ผู้ต้องหาเป็นเยาวชนอายุสิบห้าปี ใช้อาวุธปืนบีบีกันดัดแปลง ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่เลือกหน้า ภายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไปจำนวน 42 นัด ยังเหลือกระสุนอีก 8 นัด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บสาหัส 4 ราย มีทรัพย์สินของผู้ประกอบการร้านค้าเสียหายก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าระงับเหตุและควบคุมตัวมาดำเนินคดี
2.ทางการสืบสวนผู้ต้องหาเป็นนักเรียน ม.2 ของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ไม่เคยถูกพักหรือหยุดเรียน มีความรู้ ความเข้าใจ เพราะสามารถสั่งซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนทางออนไลน์ได้ด้วยตนเอง เคยเข้าสนามยิงปืนและหัดยิงปืนกับผู้ปกครอง 3 ครั้ง ต่อมาสามารถวางแผนเข้าไปยิงปืนในสนามยิงปืนได้ ทั้งที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ ถือได้ว่ามีความรู้เรื่องอาวุธและมีทักษะในการยิงปืนเป็นอย่างดี
3.วันที่ 4 ตุลาคม 2566 ส่งตัวเยาวชนไปไต่สวนการจับที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ศาลส่งตัวไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง ระหว่างสอบสวนได้ผัดฟ้องและฝากขัง โดยลำดับภายหลังทราบว่า สถานพินิจฯส่งเยาวชนไปสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เพื่อตรวจสภาวะทางจิตของผู้ต้องหา
4.วันที่ 27 ตุลาคม 2566 สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ มีหนังสือให้พนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำเยาวชนได้ เพราะจิตแพทย์เจ้าของไข้รับรอง พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำเยาวชนเป็นผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 โดยดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 มีอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ ที่ปรึกษากฎหมาย (ทนายความ) บิดา ร่วมสอบสวนด้วย
5.ระหว่างสอบสวนผู้ต้องหาสามารถรู้และเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องหาสามารถให้การได้ว่า สั่งซื้ออาวุธและเครื่องกระสุนอย่างไร มีเพื่อนสนิทเป็นใคร ฝึกซ้อมยิงปืนกี่ครั้ง ที่ใดบ้างและคำถามอื่นๆ เพียงแต่ไม่ให้การถึงเหตุการณ์ที่ตนก่อขึ้นเท่านั้น ระหว่างสอบสวนทั้งพนักงานสอบสวนและผู้เข้าร่วมสอบสวนทุกฝ่าย ไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 อันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงได้ร่วมลงชื่อในบันทึกปากคำและบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน
6.เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ รายงานผลการตรวจวินิจฉัยและประเมินความสามารถในการต่อสู้คดี พบว่าผู้ต้องหามีความสามารถในการรับรู้กาล เวลา สถานที่บุคคลและสิ่งต่างๆ รอบตัว ความสามารถในการรับรู้ถึงผลที่เกิดขึ้นจากคดี แต่ไม่มีความเข้าใจตระหนักรู้ของข้อกล่าวหา ไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง จึงสรุปผลประเมินว่าไม่สามารถต่อสู้คดีได้
7.วันที่ 21 ธันวาคม 2566 เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นพิจารณาแล้วเห็นว่าลำพังการปฏิเสธไม่รับรู้และให้การเรื่องราวที่ตนก่อขึ้นยังไม่ถึงขั้นจะเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนเชื่อและเห็นว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงสรุปสำนวนการสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาเสนอพนักงานอัยการ และ
8.อย่างไรก็ตาม แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 วรรคแรกและวรรคสอง จะให้อำนาจพนักงานสอบสวนหรือศาลเท่านั้น มีดุลพินิจที่จะเชื่อหรือเห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ แต่เมื่อพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน มีความเห็นแตกต่างและคืนสำนวนการสอบสวนมา พนักงานสอบสวนก็น้อมรับปฏิบัติและจะได้ติดตามผลจากจิตแพทย์อย่างใกล้ชิด ทันทีที่ได้รับรายงานว่า ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีได้ จะนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการ เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีภายในกำหนดความ 20 ปี ต่อไป

