4 จว.พร้อมนำร่อง บัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่

5.01.24 | 05:05 น.

4 จว.พร้อมนำร่อง บัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่

7 มกราคม 2567 เป็นฤกษ์ดีของการ  คิกออฟ (Kick Off) เปิดตัวโครงการ “บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่” ภายใต้ นโยบายยกระดับบัตรทอง 30 บาท หรือ “30 บาท อัพเกรด” ของรัฐบาลอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั้ง 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรี และนราธิวาส โดยในวันที่ 7 มกราคมนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร
ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ.

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และคณะผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเดินทางไปร่วมเปิดตัวโครงการในเชิงสัญลักษณ์และตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนโครงการที่ จ.ร้อยเอ็ด  ทั้งนี้ สธ.ได้สนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนการยกระดับบัตรทอง 30 บาท

โดยดำเนินการเรื่องบัตรประชาชนใบเดียว รักษาทุกที่ ใน 4 จังหวัดนำร่องให้ประชาชนทุกสิทธิการรักษาสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ใน โรงพยาบาล (รพ.) รัฐทุกสังกัด รพ.เอกชน คลินิกและร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา  ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอ

การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล 30 บาท อัพเกรด บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ รวมทั้งเห็นชอบกรอบงบประมาณสำหรับการขยายประเภทบริการนวัตกรรมจาก 4 ประเภท เป็น 8 ประเภท ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง
รวมวงเงิน 366.57 ล้านบาท

Advertisement

นพ.ชลน่านกล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาท อัพเกรด บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่นั้น มีหลักการสำคัญ คือ เน้นการเพิ่มเข้าถึงบริการ โดยพัฒนาระบบการบริหารการจ่าย การติดตามประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.คงรายการและรูปแบบการจ่ายแบบเดิม สำหรับรายการปฐมภูมิไปที่ไหนก็ได้ (OP anywhere) และหน่วยนวัตกรรม โดยมีการปรับระบบการเบิกจ่ายในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ใช้ระบบแสดงตนยืนยันสิทธิเมื่อสิ้นสุดการรับบริการเช่นเดียวกับสวัสดิการข้าราชการ เพื่อความมั่นใจการเข้ารับบริการของประชาชนและให้เบิกจ่ายรวดเร็ว

2.เน้นการจัดระบบเพื่อควบคุมการบริหารการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพ ในหน่วยบริการและรายการบริการที่มีอยู่ เช่น คลินิกเอกชน, คลินิกการพยาบาลฯ, ค่าบริการไตวายเรื้อรัง,
ค่าอุปกรณ์ (Instrument), ปฐมภูมิไปที่ไหนก็ได้, เจ็บป่วยฉุกเฉินข้ามจังหวัด (OPAE) โดยพิจารณาการออกแบบการจ่ายให้มีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการตรวจสอบ

3.เพิ่มการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน ทำงานร่วมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) หน่วยบริการ และ สปสช.เขต โดยให้ สสจ. และ สสอ. มีบทบาทเป็นหน่วยกำกับดูแล เพื่อจัดกลไกการกำกับการเข้าถึงบริการ คุณภาพและมาตรฐานบริการ การประเมินผลและตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าชดเชยบริการของหน่วยบริการในพื้นที่

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ในส่วนการขยายประเภทบริการนวัตกรรมจาก 4 ประเภท เป็น 8 ประเภท ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง จะเพิ่มหน่วยบริการจากเดิมที่มีร้านยาที่ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย, คลินิกการพยาบาลฯ ให้บริการทำแผล ตรวจรักษาโรคเบื้องต้น การพยาบาลพื้นฐานและการบริหารยาตามแผนการรักษาของหน่วยบริการประจำ การพยาบาลที่บ้าน, คลินิกเทคนิคการแพทย์ บริการเจาะเลือดที่บ้าน และคลินิกกายภาพบำบัด บริการฟื้นฟู

ผู้ป่วยระยะกลาง 4 กลุ่มโรค โดยจะเพิ่มเติมหน่วยบริการอีก 4 ประเภท คือ 1.คลินิกเวชกรรม ให้บริการตรวจรักษาโรคเฉียบพลัน (Acute) หรือโรคเรื้อรัง (Chronic) ใน 42 กลุ่มโรค 2.คลินิกทันตกรรม ให้บริการขูด อุด ถอน เคลือบหลุมร่องฟัน และเคลือบฟลูออไรด์

3.รถทันตกรรมเคลื่อนที่ ให้บริการขูด อุด ถอน เคลือบหลุมร่องฟัน และเคลือบฟลูออไรด์ แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ต้องขังและเด็กในสถานพินิจ และ 4.คลินิกแพทย์แผนไทย ให้บริการ นวด ประคบ อบสมุนไพร เพื่อการรักษา

“จากการติดตามความพร้อมของโครงการใน จ.แพร่ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.เพชรบุรี พบว่า มีความพร้อมในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในหน่วยบริการทุกระดับเป็นระบบเดียวทั้งจังหวัดเรียบร้อยแล้ว รวมถึงระบบ Provider ID ของบุคลากรทางการแพทย์ 4 สาขาหลักที่ให้บริการ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และเทคนิคการแพทย์ ทุกโรงพยาบาลสามารถให้บริการประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์, นัดหมายออนไลน์, บริการการแพทย์และเภสัชกรรมทางไกล,

ใบรับรองแพทย์ดิจิทัล, ใบสั่งยา/สั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ), ส่งยาทางไปรษณีย์, จ่ายเงินออนไลน์ รวมทั้งสื่อสารกับประชาชนผ่าน Line OA, Application และ Call Center ซึ่งมั่นใจว่า ประชาชนจะเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไร้รอยต่อ ลดเวลารอคอย

ทั้งนี้ ได้ย้ำให้ยึดหลักความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นสำคัญ และพร้อมที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มกราคมนี้ แน่นอน” นพ.ชลน่านกล่าว

สำหรับความพร้อมของ 4 จังหวัดนำร่อง ตรวจสอบ ณ เวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พบว่า จ.แพร่ ข้อมูล ณ วันที่ 14 ธันวาคม 2566 มีหน่วยบริการสมัครเข้าหมอพร้อมสเตชั่น
ตามนโยบายแล้ว 88 แห่ง แบ่งเป็น หน่วยบริการสังกัด สธ. 8 แห่ง, โรงพยาบาลส่งเสริม
สุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 44 แห่ง, ร้านยา/ห้องปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ (แล็บ) 22 แห่ง, คลินิก 7 แห่ง และโรงพยาบาลเอกเชน 1 แห่ง มีการยืนยันตัวตน Health ID ผ่านแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม” เพื่อให้ทราบประวัติการรักษาแล้ว 117,175 คน

จ.ร้อยเอ็ด ข้อมูล วันที่ 27 ธันวาคม 2566 หน่วยบริการในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย หน่วยบริการสังกัด สธ. 20 แห่ง, รพ.สต. 229 แห่ง, ศูนย์บริการเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 2 แห่ง, รพ.ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช สังกัดกระทรวงกลาโหม 1 แห่ง, รพ.เอกชน 1 แห่ง ร้านยา/แล็บ 187 แห่ง, คลินิกเวชกรรม 184 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 54 แห่ง ส่วนประชาชนผู้รับบริการได้ลงทะเบียนยืนยันตัวตน Health ID ผ่านแอพพ์ “หมอพร้อม” แล้ว 552,697 คน คิดเป็นร้อยละ 69.06 และยังเปิดยืนยันตัวตนได้ต่อเนื่องที่ รพ.รัฐ รพ.เอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล รพ.สต.ทุกแห่ง

จ.เพชรบุรี ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2567 มีหน่วยบริการเข้าร่วมโครงการแล้ว 219 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริการสังกัด สธ. 120 แห่ง, รพ.สต. 5 แห่ง, ศูนย์บริการสาธารณสุขสังกัดเทศบาล 4 แห่ง, สถานีกาชาด 1 แห่ง, รพ.ค่ายรามราชนิเวศน์ สังกัดกระทรวงกลาโหม 1 แห่ง, รพ.เอกชน 2 แห่ง, ร้านยา/แล็บ 46 แห่ง, คลินิกเวชกรรม 38 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 2 แห่ง มีประชาชนลงทะเบียนยืนยันตัวตน Health ID ผ่านแอพพ์ “หมอพร้อม” แล้ว 218,444 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 50.46 และยังเปิดให้ยืนยันตัวตน

ต่อเนื่องที่ รพ.รัฐ ทุกแห่ง รพ.เอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล และ รพ.สต.ทุกแห่ง
จ.นราธิวาส ข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2567 มีหน่วยบริการเข้าร่วมโครงการแล้ว 314 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริการสังกัด สธ. 12 แห่ง, รพ.สต. 109 แห่ง, ศูนย์บริการสาธารณสุขสังกัดเทศบาล 1 แห่ง, สถานีอนามัย 5 แห่ง, รพ.เอกชน 1 แห่ง, รพ.ของรัฐนอกสังกัด สธ. 1 แห่ง, ร้านยา/แล็บ 90 แห่ง, คลินิกเวชกรรม 85 แห่ง, หน่วยงาน ภาครัฐ 10 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 82.63

และในเดือนมีนาคม 2567 สธ.จะขยายนำร่องบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่เพิ่มเติมอีก 8 จังหวัด จาก 8 เขตสุขภาพที่เหลือ ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 2 จ.เพชรบูรณ์, เขตสุขภาพที่ 3 จ.นครสวรรค์, เขตสุขภาพที่ 4 จ.สิงห์บุรี, เขตสุขภาพที่ 6 จ.สระแก้ว, เขตสุขภาพที่ 8 จ.หนองบัวลำภู, เขตสุขภาพที่ 9 จ.นครราชสีมา, เขตสุขภาพที่ 10 จ.อำนาจเจริญ, เขตสุขภาพที่ 11 จ.พังงา