ประเด็นที่ผู้ขับขี่รถไม่ “หลีกทาง” หรือ “ให้ทาง” แก่รถพยาบาลฉุกเฉินที่อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนน ซึ่งมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งกรณีคนขับรถกู้ชีพของโรงพยาบาลบางบัวทอง จ.นนทบุรี ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถกระบะขณะออกไปรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีอาการแน่นหน้าอก แต่เจรจาตกลงกับคู่กรณีไม่ได้ ต้องขึ้นโรงพักไปเสียค่าปรับ จนทำให้ต้องไปรับผู้ป่วยล่าช้าและผู้ป่วยรายนั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา หรือกรณีผู้ขับขี่รถยนต์คันหนึ่งมีพฤติกรรมคล้ายกำลังขัดขวางการปฏิบัติงานของรถพยาบาลฉุกเฉินที่อยู่ระหว่างนำส่งผู้ป่วยไปรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ จ.ลำพูน
และล่าสุด กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Khajrn Joomban แชร์คลิประบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ทีมกู้ชีพพนมได้รับการประสานให้ไปรับผู้ป่วยหมดสติที่เขาหินซ้อน แต่ระหว่างขับตามรถกระบะนิสสันคันหนึ่ง รถฉุกเฉินพยายามขอแซง แต่ถูกขัดขวางจนต้องกดแตรไซเรน แต่ก็ไม่เป็นผล
กระทั่งต้องประกาศขอทางและแจ้งว่ารีบไปรับคนป่วยถึง 2 ครั้ง รถกระบะคันดังกล่าวจึงจะยอมหลบชิดขวาให้นั้น กำลังตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม โดยเฉพาะในโลกออนไลน์
ตั้งคำถามว่าเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะกรณีดังกล่าวมีผลต่อความเป็นความตายของผู้เจ็บป่วย
ประเทศไทยมีการให้บริการระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ มีหมายเลขสายด่วน 1669 ที่ผู้เจ็บป่วย หรือผู้ประสบเหตุสามารถโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะอยู่พิกัดไหนของประเทศ ในแต่ละปี ระบบการแพทย์ฉุกเฉินสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ประมาณ 1.5 ล้านครั้ง
ในจำนวนนี้ ประมาณ 2 แสนครั้ง เป็นผู้ป่วยวิกฤต
อีก 1 ล้านครั้ง เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน
และ 3 แสนครั้ง เป็นผู้ป่วยที่ต้องนำส่งสถานพยาบาลแต่ไม่จำเป็นต้องเร่งด่วน
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายว่า “รถฉุกเฉิน” คือ เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย ซึ่งหมายรวมถึง รถพยาบาล รถกู้ชีพของมูลนิธิต่างๆ ที่มีทั้งสัญลักษณ์รอบตัวรถ และได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในการให้บริการนำส่งผู้เจ็บป่วยไปยังสถานพยาบาลมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 75 ระบุว่า ในขณะที่ผู้ขับขี่ขับรถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ขับขี่มีสิทธิ 1.ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้ 2.หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอด 3.ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้ 4.ขับรถผ่านสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรใดๆ ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร 5.ไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดินรถ ทิศทางของการขับรถหรือการเลี้ยวรถที่กำหนดไว้ แต่ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี
สำหรับผู้ขับขี่หรือประชาชนที่พบเห็นรถฉุกเฉินอยู่ระหว่างปฎิบัติหน้าที่ จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 76 ที่ระบุว่า เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้ คนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อนโดยปฏิบัติ 1.คนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด 2.ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายหรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก 3.ผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องบังคับสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก ทั้งนี้ ในการปฏิบัติตาม ข้อ 2 และ 3 ผู้ขับขี่และผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องรีบกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี ทั้งนี้หากฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
กรณีที่สังคมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ร้องเรียน หรือแม้กระทั่งแชร์คลิปเหตุการณ์แฉพฤติกรรมของผู้ขับขี่รถบางคนให้เห็นในโลกออนไลน์บ่อยๆ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ นพ.อนุชากล่าวว่า เป็นเพราะผลพวงจากการที่ สพฉ.หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายให้ความสำคัญกับระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ และหันมารณรงค์ในเรื่องการ “ให้ทาง = ช่วยชีวิต” อย่างจริงจัง
“ปัญหาคือ ยังมีผู้ขับขี่ส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าใจแนวทางระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการกู้ชีพผู้เจ็บป่วย ซึ่งเรื่องนี้จะต้องอาศัยทุกภาคส่วนทั้งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย สังคมช่วยกันรณรงค์ และอาจจะต้องมีการบรรจุเรื่องนี้ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างความตระหนักตั้งแต่ในวัยเยาว์” นพ.อนุชากล่าว
และว่า ก่อนหน้านี้มีการนำร่องเปิดช่องทางรถฉุกเฉิน (Emergency Lane) บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับรถฉุกเฉินเข้าถึงโรงพยาบาลราชวิถีได้อย่างสะดวก โดยจัดทำช่องทางรถฉุกเฉินระยะทาง 2 กิโลเมตร ตั้งแต่ใต้ทางด่วนดินแดง ใกล้จุดตัดถนนวิภาวดีฯ มุ่งหน้าขึ้นสะพานข้ามแยกสามเหลี่ยมดินแดง ลงถนนราชวิถี เข้าอนุสาวรีย์ชัยฯ จนถึง รพ.ราชวิถี ซึ่งเป็นการตีช่องทางจราจรใหม่คร่อมเส้นทางจราจรเดิม แต่ใช้เส้นปะสีแดง และมีสัญลักษณ์รูปกากบาทสีขาว บนพื้นวงกลมสีแดง เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่ารถฉุกเฉินเมื่อเข้ามาถึงบริเวณนี้จะใช้เส้นทางฉุกเฉิน รถยนต์ รถโดยสารประจำทางต้องเบี่ยงซ้าย ขวา หลบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถฉุกเฉินเข้าถึงโรงพยาบาลภายใน 8 นาที เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและพิการ
ขณะที่ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ดูแลงานจราจร เปิดเผยว่า รถฉุกเฉินมีทั้งหมด 4 ประเภทที่ถูกจัดให้เป็นรถฉุกเฉิน ได้แก่ รถทหารและรถตำรวจที่มีไซเรน, รถดับเพลิง, รถพยาบาลของหน่วยงานของรัฐ และรถอื่นใดที่ได้รับอนุญาตให้เป็นรถฉุกเฉิน เช่น รถกู้ภัย รถพยาบาลเอกชน ฯลฯ หากอยู่ในสังกัด บช.น. จะต้องขออนุญาตเป็นรถฉุกเฉินจาก ผบช.น. ขณะที่หากเป็นต่างจังหวัดจะต้องขออนุญาตจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) นั้นๆ เพื่อขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ ลงนาม
รอง ผบช.น.กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 76 ระบุถึงผู้ใช้ถนนร่วมกับรถฉุกเฉินว่า คนขับรถ หรือจูงสัตว์ หากเห็นแสงไฟวาบ หรือไซเรน ให้หยุดหรือจอดชิดซ้ายทันที เพื่อให้รถฉุกเฉินผ่านไปเสียก่อน หรือหากผู้ขับรถกำลังขับรถตามสัญญาณไฟเขียว แต่พบเห็นรถฉุกเฉินฝ่าไฟแดงมา ผู้ขับรถจะต้องหยุดเพื่อรอให้รถฉุกเฉินไปก่อน อย่างไรก็ตามทุกอย่างจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเช่นกัน หากบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามหรือหลบหลีก หรือจอดให้รถฉุกเฉินไปก่อนนั้นจะมีโทษปรับ 500 บาท
ทั้งนี้ อยากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถและถนนเคารพกฎที่ พ.ร.บ.จราจรฯ กำหนดไว้ หลายๆ กรณีที่มีผู้ใช้ถนนไม่หลบหลีก หรือจอดให้รถฉุกเฉินนั้น ก็ก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นขึ้น และอยากขอให้ผู้ใช้รถและถนนมีมารยาทบนท้องถนน นึกถึงใจเขาใจเราว่าหากคนในรถฉุกเฉินเป็นญาติพี่น้องของเรา หรือญาติๆ เรากำลังรอให้รถฉุกเฉินไปช่วยเหลือ แต่กลับไปไม่ทัน อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
ดังนั้น ถ้าพบเจอรถฉุกเฉินบนท้องถนนมีสัญญาณไฟ ไซเรน ชัดเจน ไม่ต้องลังเลสงสัย ช่วยกันหลีกทาง เพื่อ 1 ชีวิต

