ลูกสาว ‘นิกกี้ ขยี้ข่าว’ เข้าแจ้งความหลัง ถูกแม่ทำร้ายใช้ปืนจี้หัว ขู่รีดเงินจากพ่อ

9.01.24 | 18:23 น.

ลูกสาว ‘นิกกี้ ขยี้ข่าว’ เข้าแจ้งความหลัง ถูกแม่ทำร้ายใช้ปืนจี้หัว ขู่รีดเงินจากพ่อ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 9 มกราคม ที่ สน.ประชาชื่น น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือต้นอ้อ จากมูลนิธิเป็นหนึ่งพร้อมด้วยนางพิศพรรณ ศรีไชย เจ้าของโรงพยาบาลเลอลักษณ์ พาตัว น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี และด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ลูกสาวของนางศรินทิพย์ หรือ ‘นิกกี้ ขยี้ข่าว’ หลังลูกทั้ง 2 อ้างว่าถูกผู้เป็นแม่ทำร้ายร่างกาย ใช้เป็นที่รองรับอารมณ์ อีกทั้งยังใช้ลูกทั้ง 2 ในการข่มขู่สามีเพื่อเรียกเงินค่าดูแลหลักหลายแสนบาทต่อเดือน ทั้งยังอ้างอีกว่าถูกบังคับให้วิดีโอคอลหาพ่อแล้วผู้เป็นแม่ใช้ปืนจี้หัว มีดจี้คอ เพื่อขูดรีดเงินจากสามีที่อยู่ต่างประเทศ

โดย น.ส.เอเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ได้มีการทำร้ายร่างกายตนเองและน้องสาววัย 14 ปีมาโดยตลอด มากน้อยแล้วแต่อารมณ์ของผู้เป็นแม่ ช่วงที่โดยหนักๆ ก็จะเป็นช่วงที่แม่ต้องการเงินจากผู้เป็นสามีที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อได้ส่งเงินค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูตนและน้องสาวมาตลอดจนถึงปัจจุบัน จนได้เปลี่ยนมาโอนให้ตนเองโดยตรง จากเมื่อก่อนที่จะต้องโอนผ่านแม่

โดยแต่ละครั้งที่แม่เองต้องการเงิน ก็จะมีตั้งแต่การขอตรงๆ แบบทั่วไป จนไปถึงการข่มขู่ และบังคับให้ตนและน้องโทรหาผู้เป็นพ่อ โดยมีครั้งหนึ่งแม่ทำลายพาสปอร์ตของตนทิ้ง และได้พูดคุยกับพ่อว่าให้โอนเงินมาหากต้องการให้พาสปอร์ตกลับมาเป็นปกติ ซึ่งแต่ละครั้งในการขอเงินนั้นมีจำนวนมากกว่าหลักแสน

Advertisement

โดยตนเคยถามผู้เป็นแม่ว่า ต้องการเงินเหล่านี้ไปทำอะไร ตนได้คำตอบว่าจะต้องการนำเงินไปทำธุรกิจต่างๆ แต่ตนก็ยังไม่แน่ใจว่านำเงินเหล่านี้ไปทำอะไร

โดยในวันนี้ที่ตนออกมาขอความช่วยเหลือ เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับผู้เป็นแม่อีกต่อไป ซึ่งที่ตนออกมาขอความช่วยเหลือในวันนี้ก็เพียงแค่อยากที่จะให้ผู้เป็นแม่นั้นตระหนักได้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันไม่ถูกต้องแต่เหมือนกับว่าผู้เป็นแม่นั้นก็ยังไม่สามารถคิดได้ โดยในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นแล้วมีแต่เพียงการใช้คำพูดวาจาที่รุนแรงจากผู้เป็นแม่เพียงเท่านั้น


และเรื่องพาสปอร์ตที่ถูกทำลายไปนั้น ตนเเละน้องไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ เพราะต้องรอบรรลุนิติภาวะก่อน โดยที่ผ่านมาเคยแจ้งความแล้วหลายครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เหตุผลว่าข้อมูลไม่เพียงพอ รวมถึงไม่ร้องกับทางมูลนิธิ แต่ทางมูลนิธิแจ้งว่าจะต้องเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงกับแม่ก่อน แต่ตนเองก็กลัว

ส่วนในเรื่องประเด็นที่ตัวแม่นั้นนำเงินที่ขอจากผู้เป็นพ่อที่อยู่ต่างประเทศไปเที่ยวกลางคืน ตนไม่ขอตอบว่าเป็นจริงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัว

ด้านนางพิศพรรณกล่าวว่า เด็กทั้งสองคนได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลเมื่อวานนี้เพื่อขอความช่วยเหลือจากตน ตนจึงได้สอบถามข้อเท็จจริง และประสานกับทางกลุ่มเป็นหนึ่ง เพื่อให้ประสานความช่วยเหลือ

ขณะที่ น.ส.ชลิดากล่าวว่า ตนไม่ได้ปั่นหัวเด็ก ตามที่นางศรินทิพย์กล่าวหาว่าไปปั่นเด็ก ตนเองไม่ได้รู้จักกับเด็กเป็นการส่วนตัว แต่เด็กไปร้องขอความช่วยเหลือทางนางพิศพรรณ ในเมื่อเด็กรู้สึกว่าถึงจุดหนึ่งที่อยากจะออกจากตรงนั้น มันเป็นโอกาสเพราะที่ผ่านมาไม่รู้จะให้ใครช่วยเหลือเพราะพ่อไปอยู่ต่างประเทศ ก็จะต้องมีการพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ว่าจะสามารถช่วยเหลือเด็กอย่างไรได้บ้าง เพราะหากกลับไปจะต้องโดนหนักกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ซึ่งเด็กเองจะประสานไปหาพ่อที่อยู่ต่างประเทศเเละตอนนี้เด็กเองก็เป็นห่วงเรื่องพาสปอร์ตที่แม่นั้นได้ฉีกทิ้งไป ในเรื่องนั้นก็จะต้องพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อหาทางแก้ปัญหาอีกที