วันที่ 21 มกราคม 2560 นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ เพื่อติดตามสถานการณ์ความเสียหายและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากที่เกิดขึ้น พบว่ามีถนนขาดหลายจุดเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือ ถนนสายบ้านปากลง-บ้านทับน้ำเต้า ที่บริเวณข้ามคลองวังแรด หมู่ที่ 8 ต.กรุงชิง ซึ่งในขณะนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าซ่อมแซมถนนที่พังเสียหายจนสามารถสัญจรไปมาได้แล้ว พร้อมทั้งได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่บ้านถูกกระแสน้ำป่าพัดพังเสียหายจำนวน 3 หลัง
นายจำเริญกล่าว ช่วงวันที่ 19-20 มกราคม ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่โซนภูเขา ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าลงมา แต่ในภาพรวมไม่ได้รุนแรงมากนัก หากฝนไม่ตกลงมาซ้ำสถานการณ์ก็จะคลี่คลายลง ในรอบนี้แม้จะได้รับผลกระทบบ้างแต่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลก็ได้แก้ไขปัญหาแล้ว สำหรับบ้านพังเสียหายในช่วงที่ฝนยังตกอยู่และเสี่ยงต่อดินถล่มได้ขอให้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อน เช่น ที่วัด เป็นต้น

“การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการไหลน้ำนั้น ขอให้เอาหินขนาดใหญ่ที่น้ำพัดพาลงมา เอามากั้นเป็นแนวกันตลิ่งเพื่อเบี่ยงไม่ให้น้ำไหลบ่าพุ่งตรงไปที่ตัวบ้านได้อีก สำหรับที่ท่อลอดข้ามคลองวังแรดนั้น น้ำค่อนข้างแรงแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ 2 แนวทางคือ การสร้างสะพาน หรือการสร้างหูช้างที่บริเวณด้านข้างของท่อลอดให้ยาวขึ้นพร้อมปรับทิศทางการไหลของน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกัดเซาะอีก” นายจำเริญ กล่าว
นายสุรชัย วรชาญชัย เครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรุงชิง เปิดเผยถึงกรณีสะพานขาดในพื้นที่ตำบลกรุงชิง ม.7 และ ม. 8 บริเวณคลองแซะ ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะขาดทุกครั้งที่น้ำท่วม เมื่อหน่วยงานเข้ามาซ่อมแซมแล้ว สะพานก็ยังขาดอีกว่า มันสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างในพื้นที่กรุงชิง คลองแซะและคลองนบไหลมาบรรจบกัน คลองแต่ละสาย น้ำสภาพต่างกัน คลองแซะ น้ำจะใส ไหลแรงและเร็ว แสดงว่าต้นน้ำ ป่าไม้ยังมีความสมบูรณ์อยู่มากกว่า คลองนบ ซึ่งน้ำค่อนข้างขุ่นข้น แสดงว่า ป่าต้นน้ำโดนทำลายไปเยอะ เมื่อฝนตกน้ำจะชะล้างหน้าดิน ลงลำคลอง คลองนบ จะไหลผ่านสวนของชาวบ้านยาวกว่า ได้นำเอาตะกอนดินลงลำคลอง เมื่อมาบรรจบกันสะพานคลองแซะ จะเห็นได้อย่างชัดเจน และเมื่อเกิดน้ำหลาก มาบรรจบกัน จะสังเกตได้ว่า ระดับน้ำคลองแซะ จะสูงกว่าคลองนบมาก โครงการขุดลอกคลองนบ ซึ่งลงทุนไปหลายล้านบาท ชาวบ้านแทบไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย สุดท้าย ผลประโยชน์ไปอยู่กับผู้รับเหมา และผู้ที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่าง

“ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น เราพบว่าโครงการที่ไม่ได้เสนอจากล่างขึ้นสู่บน สุดท้ายมันก็ละลายไปกับภัยธรรมชาติอย่างไม่คุ้มต้นทุนการลงทุน แต่หน่วยงานชอบที่จะทำกันจัง ไม่ทราบว่าต้องการอะไร ผมว่าต่อแต่นี้ไป ผู้คนในชุมชนควรตื่นตัวไปร่วมเสนอแผนพัฒนาผ่าน อบต.เพื่อให้ อบต.สรุปจัดทำแผนเสนอต่อหน่วยงานให้ชัดขึ้น จากสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาคล้ายคลึงกับอดีตได้ โครงการที่ควรจะให้หน่วยงานท้องถิ่นเสนอเพื่อจัดการก่อสร้าง คือ โครงการก่อสร้างผนังกันแนวตลิ่งถ้าเราเริ่มคิดการมีส่วนร่วมกันตั้งแต่วันนี้และปีนี้ อีก 30-40 ปีข้างหน้า เรายังคงรักษาที่ดินริมคลองไว้ได้มากทีเดียว” นายสุรชัย กล่าว

