’อนุทิน’ห่วงไทยขาดแรงงาน ย้ำ ‘พิพัฒน์’ เร่งอัพสกิล-ดูแลสูงวัย แนะ ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ แก้ฝุ่นพิษ ขอไตรภาคีสร้างสมดุลนายจ้าง -ลูกจ้าง
เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่กระทรวงแรงงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงแรงงาน โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) น.ส.บุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ

นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า หนึ่งในความท้าทายทางด้านแรงงานในขณะนี้ คือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปสู่สังคมสูงวัย ซึ่งอย่าไปมองว่าคนเหล่านี้เป็นภาระ แต่จะทำอย่างไรให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเพียงตัวเลขแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง สมองและจิตใจยังดี สามารถพัฒนาทักษะสอดคล้องกับตลาดแรงงานใหม่ ทำงานสร้างผลิตภัณฑ์ ให้กับประเทศชาติได้ อีกอย่างคือ ตอนนี้แรงงานไทยขาดแคลนแน่นอน เพราะคนมีการศึกษาสูงขึ้น จึงมีทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง นอกจากนี้ สังคม ครอบครัว มีการเปลี่ยนแปลง คนแต่งงานน้อยลง หรือแต่งงานแล้วก็อยู่กัน 2 คนผัวเมีย ไม่อยากมีลูก เพราะมองว่าเป็นการเพิ่มภาระ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมสร้างให้เกิดความกลัว อีกทั้งยังมีเทรนด์การทำงานใหม่ หันมาทำอาชีพอิสระมากขึ้น ดังนั้น กระทรวงแรงงานจะต้องปรับให้ทัน โดยเฉพาะการปรับปรุงสวัสดิการ รวมถึงสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ดี มีมาตรฐาน ตามสิทธิสวัสดิการที่ดีของสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งหากเสนอมารัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน เพื่อให้การดำรงชีพของแรงงานเป็นไปได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG

“ตอนนี้มีวิธีการทำงานหลายอย่างที่อยากฝากรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงแรงงาน เราต้องสร้างวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่นในการทำงานบ้าง เช่น การ work from home ซึ่งเดิมเป็นนโยบายนำมาใช้หาเสียง ก่อนจะมีการระบาดของโรคโควิด-19 เพราะตอนนั้นมีปัญหาเรื่องฝุ่นพิษมาก โดยจะจัดให้มีออฟฟิศร่วม (Co office) 4 มุมเมือง ตามชานเมืองต่างๆ โดยในออฟฟิศนั้นจะต้องมีระบบเทคโนโลยีสื่อสารที่ดี แต่พอมีโควิด-19 ก็ได้นำการทำงานที่บ้าน มาใช้เพื่อลดการใกล้ชิด ลดการแพร่ระบาดของโรค จากเดิมที่กลัวว่าการทำงานที่บ้านจะทำให้ลดผลิตภาพลง แต่ปรากฏว่าเมื่อนำมาใช้แล้วทำให้ค่าใช้จ่ายของสำนักงานไม่ว่าจะค่าเดินทาง ค่าลิฟท์ ค่าไฟต่างๆ ก็ลดลงด้วย บางคนทำงานที่บ้านแล้วทำให้ผลงานมากกว่า จึงทำให้ทำนโยบายนี้ต่อไป แต่อาจจะยกเว้น แรงงานบางประเภท ที่ยังต้องเดินทางอยู่ แต่อย่างน้อย การส่งเสริมให้ทำงานที่บ้าน ก็สามารถลดการเดินทาง ลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์” นายอนุทิน กล่าวและว่า ตนเคยอยู่ในภาคธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากมาก่อน สิ่งที่ตนเชื่อมั่นและไม่มีใครที่จะชนะแรงงานได้ก็คือ เรื่องของฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะงานช่างต่างๆ ช่างเชื่อม ช่างกลึง แรงงานไทยถือว่ามีความเป็นเลิศมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

นายอนุทิน กล่าวถึงเรื่องค่าแรงหรือค่าจ้างขั้นต่ำว่า ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องหาจุดสมดุลให้ได้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งตนก็พร้อมให้การสนับสนุน
“หากเรียกร้องค่าแรงมาก ฝั่งนายจ้างอาจจะหันไปใช้หุ่นยนต์มากขึ้น เพราะมองว่าเครื่องจักรไม่เรียกร้องเงินเดือนเพิ่มไม่เรียกร้องโบนัส เพราะฉะนั้น อย่ารอให้ถึงวันนั้น เพราะประเทศไทยยังไม่พัฒนามากเพียงพอที่จะทำให้ประชากรสามารถอยู่รอดได้ โดยการตั้งธุรกิจของตัวเองขึ้นมา ดังนั้น ต้องหาจุดสมดุลเรื่องค่าแรง จะเพิ่มขึ้นอย่างไร เพิ่มขึ้นเท่าไร พื้นที่ไหน อุตสาหกรรมประเภทใด เรื่องเหล่านี้จะต้องลงไปในรายละเอียด จริงๆ เรื่องนี้ จะไปโทษรัฐบาลก็ไม่ได้ เพราะถ้าขึ้นค่าแรงมากเท่าไร รัฐบาลยิ่งสนับสนุน เพราะแรงงานคือ ประชาชนที่รัฐบาลต้องดูแล แต่เราต้องหาจุดสมดุลให้ได้ก้าวข้ามให้ได้ ส่วนตัวไม่กังวลเท่าไร เพราะเป็นเรื่องที่สามารถพูดบนโต๊ะเจรจาของไตรภาคี ที่ประกอบด้วย 3 ฝ่ายได้” นายอนุทิน กล่าว
นอกจากนี้ รองนายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของการดูแลผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมก็เช่นกัน ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะต้องไปศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้การดูแลสุขภาพและการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนไม่ด้อยไปกว่าผู้ที่ถือบัตรทอง 30 บาท ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งนี้หากจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ขอให้เร่งดำเนินการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยตนพร้อมให้การสนับสนุนหากเป็นประโยชน์กับประชาชน
ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานพร้อมน้อมรับข้อแนะนำของนายอนุทินไปดำเนินงานทางด้านแรงงานต่อไป อย่างเรื่องการเพิ่มค่าแรงนั้น จะมีการเพิ่มแน่นอน แต่จะต้องระวังเรื่องการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคน ดังนั้น ต้องพัฒนาฝีมือควบคู่กันไป รวมถึงการยืดอายุการเกษียณ จาก 55 ปี เป็น 60 ปี เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลนจากปัญหาเด็กเกิดน้อย ส่วนสิทธิรักษาพยาบาลที่มองว่าน้อยกว่าสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) นั้น ขอยืนยันว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มีการดูแลรักษาพยาบาลผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 ไม่น้อยกว่าบัตรทองแน่นอน ส่วนมาตรา 40 อาจจะมีการรักษาไม่ได้ครอบคลุม แต่มีการดูแลด้านอื่นๆ เพิ่มเติม

“ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีนโยบายการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1.ด้านทักษะดี ด้วยการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานชั้นสูง Up skill for More Earn รองรับค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 2. ด้านมีงานทำ บริการแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) และเพิ่มการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ 100,000 อัตรา และ 3. ด้านหลักประกันสังคมเด่น ให้บริการที่สะดวก รวดเร็วผ่านระบบ E-Service พัฒนากฎหมายให้มีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ขยายการลงทุนของกองทุนประกันสังคมทั้งในและต่างประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย สร้างผลตอบแทนร้อยละ 5 ต่อปี สนับสนุนทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ กระทรวงแรงงานจะร่วมกับ มท. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อจะทำฐานข้อมูล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว

