นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ รองประธานอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เปิดเผยว่า จากการทำงานด้านเด็กมาเกือบ 40 ปี พบความก้าวหน้าด้านกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก ทัศนคติคนในสังคมที่มีต่อเด็กดีขึ้น เช่น แต่ก่อนอะไรๆ ก็ตีเด็ก แต่เดี๋ยวนี้เริ่มตระหนัก หรือโสเภณีเด็ก ใช้แรงงานเด็ก แต่ก่อนมองเป็นเรื่องปกติ ทำได้ เที่ยวได้ แต่เดี๋ยวนี้สังคมไม่ยอมรับ และยังผิดกฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายค้ามนุษย์ แต่ทั้งนี้ พบว่าปัญหาเด็กก็ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม เพราะการทำงานแก้ปัญหาเด็กก็ยังทำแบบเดิมๆ จึงมีข้อเสนอต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งรับผิดชอบด้านเด็กและเยาวชนโดยตรง ให้ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานในปี 2560 ดังนี้ อยากให้เชื่อมการทำงานตั้งแต่ระดับกองขึ้นมาถึงระดับกรม แบ่งดูแลตามกลุ่มเป้าหมาย และมีเจ้าหน้าที่เป็นของตัวเอง เป็นหนึ่งเดียวที่สามารถดูแลหนึ่งเคสได้จบ เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จากแต่ก่อนกรมกิจการสตรีฯ ก็ดูภรรยา กรมกิจการเด็ก ก็ดูแลลูก หรือหากมีผู้สูงอายุในครอบครัว ก็มีกรมกิจการผู้สูงอายุ อย่างนี้คือลักษณะต่างคนต่างทำ งานจึงไม่เป็นระบบระเบียบ ที่สุดทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
นายสรรพสิทธิ์กล่าวอีกว่า ฉะนั้นทำอย่างไรที่ในครอบครัวเดียว จะได้รับการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะทำได้อาจต้องปรับปรุงโครงสร้างบริหาร ส่วนตัวคิดไปถึงการแบ่งเขตบริหารที่มีอธิบดีคอยดูแล เวลาในเขตมีปัญหาอะไร อธิบดีสามารถเข้าไปช่วยเหลือดูแลได้ทุกมิติ นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดทางบุคลากรและงบประมาณของ พม. ที่สวนทางกับภารกิจต้องดูแล 15 ล้านครอบครัว คิดว่า พม.ต้องกระตุ้นให้เกิดกลไกอาสาสมัคร เครือข่ายท้องถิ่น ชุมชน และครอบครัว กระจายงานออกไป แล้วเข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ เผื่อหากมีปัญหารายวัน ก็สามารถใช้กลไกนี้เข้าไปแก้ไขอย่างเป็นระบบ ด้วยองค์ความรู้ที่ พม.อบรมให้ เพื่อไม่ให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.ต้องมาประชุมวอร์รูมทุกเช้า ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็น เพราะงานสังคมไม่ใช่เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดรายวันเหมือนภาคใต้ การทำอย่างนี้ยังทำให้ข้าราชการไม่มีเวลาไปทำอะไร ต้องทำงานวันต่อวัน ทำตามคุณภาพไม่ได้ เพราะมีงานเยอะ


