ชลน่าน ให้คะแนนผลงาน’บัตรปชช. ใบเดียว’ 80% เตรียมร่างพ.ร.บ.งบฯ รองรับระยะถัดไป 2.3 แสนลบ.
เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่โรงพยาบาล (รพ.) ชะอำ จ.เพชรบุรี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดสธ. พญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ คณะที่ปรึกษา รมว.สธ. และคณะผู้บริหารกระทรวง เดินทางมาตรวจเยี่ยมนโยบาย ‘บัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรีทุกที่’ ใน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 จังหวัดนำร่องระยะที่ 1 ของโครงการ
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า จ.เพชรบุรี เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งมีทั้ง รพ.ของรัฐ รพ.ภาคเอกชน คลินิกเอกชน ร้านยา และห้องปฏิบัติการ(แล็บ) ในภาคเอกชน เข้าร่วมในนโยบาย ซึ่ง รพ.ชะอำ เป็นหนึ่งใน รพ.ที่อยู่ในนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว วันนี้ตนจึงได้มาติดตามดูว่าหลังจากวันที่ 7 ม.ค. ที่มีการคิกออฟนโยบายแล้ว ระบบนี้จะเกิดประโยชน์อะไรในการดูแลสุขภาพของประชาชนบ้าง จากที่มาตรวจเยี่ยมนั้นพบว่า ประโยชน์ใหญ่ที่สุดคือการสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่มารับบริการได้รับบริการอย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นไปตามถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ที่ตอนนี้ยกระดับเป็น 30 บาทพลัส ซึ่งดูแลประชาชนในประเทศมากกว่า 95% ทำให้มีปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงระบบบริการด้านสุขภาพ เราจึงคิดนโยบายนี้มาแก้ปัญหาเพื่อให้บัตรประชาชนใบเดียวสามารถเข้า รพ. ได้ทุกที่ ผมมีความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความสะดวกสบาย เข้าถึงได้ทั่วถึง เป็นธรรม มีคุณภาพและมีมาตรฐาน ภาพที่ รพ.ชะอำ วันนี้บอกเราได้ทุกมิติตั้งแต่ รพ. ร้านยา คลินิกเอกชน และแล็บ” นพ.ชลน่านกล่าว

นพ.ชลน่านกล่าวว่า สำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าใช้บริการนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว จะต้องมีการยืนยันตัวตนผ่านระบบ Health ID ซึ่งสามารถนำบัตรประชาชนมาติดต่อได้ที่ รพ. จากนั้นก็สามารถใช้แอพพลิเคชั่น ‘หมอพร้อม’ ในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง ซึ่งจะสามารถนัดคิว ดูผลการตรวจแล็บ ประวัติสุขภาพผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที

เมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อนโยบาย ที่เพิ่งเปิดมาเพียง 1 สัปดาห์ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารเชิงนโยบาย ตนมีความพึงพอใจให้คะแนนมากกว่าร้อยละ 80 เพราะว่ากระแสตอบรับที่เข้ามานััน ยังไม่มีเรื่องความไม่พึงพอใจ มีเพียงปัญหาติดขัดเล็กน้อย อย่างเช่นผู้ที่มารับบริการยังไม่ได้ยืนยันตัวตน ซึ่งจะเป็นคอขวดทำให้ช้า ฉะนั้น อีกร้อยละ 20 ที่เป็นปัญหานั้นก็ต้องไปปรับแก้เพื่อไม่ให้มีคอขวด อีกเรื่องคือการใช้สิทธิข้ามเขตที่เป็นคำถามมาก รพ.ชะอำ แสดงตัวเลขว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4-5 ก็ถือว่าปกติ ซึ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าร้อยละ 50 คือ คนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานที่นี่ แต่เป็นการเพิ่มด้วยความจำเป็น เพราะแม้อยู่ต่างถิ่นแต่ก็มีการทำงานในบริเวณพื้นที่นี้ ตรงนี้เรารับได้ เพราะเป็นเจตจำนงของเราอยู่แล้ว สิทธิอื่นก็เริ่มมาใช้บริการ รพ.ชะอำ เป็นเครือข่ายของประกันสังคม เลยไม่มีปัญหา สามารถผสมผสานการบริการได้ ใช้บัตรประชาชนยืนยันก็ใช้สิทธิประกันสังคม รพ.ก็เบิกจ่ายได้ ภาพเหล่านี้จะขยายให้กว้างขึ้นทุกสิทธิเข้าถึงการบริการสะดวกแบบนี้ได้ แต่ต้องมีการพูดคุยกันแต่ละสิทธิ
“รพ.ชะอำเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของประชากรแฝง ซึ่งชะอำมีประชากรประมาณ 6 หมื่นคน มีประชากรแฝงรวมประมาณแสนคน มีคนต่างถิ่น ต่างจังหวัดมาใช้บริการด้วยบัตรประชาชนใบเดียวเช่นกัน ไม่ว่าอยู่จังหวัดไหน ประชากรแฝงที่นี่ที่มาทำงานทั้งบัตรทอง ประกันสังคม หรือสิทธิอื่น ใกล้ที่นี่สะดวกก็มาที่นี่เลย เป็นการบอกเชิงการเข้าถึงที่เป็นธรรมทั่วถึง” นพ.ชลน่านกล่าว

นพ.ชลน่านกล่าวว่า นอกจากผู้มารับบริการที่แสดงตัวตน Health ID แล้ว ผู้ให้บริการก็ต้องยืนยันตัวตนด้วย คือ Provider ID เป็นระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพราะมีสิทธิเข้าดูประวัติรักษาพยาบาลได้ รพ.ชะอำทำได้เกือบครอบคลุมแล้ว อย่างแพทย์ได้เกือบร้อยละ 70 แล้ว ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทั้งส่วนบุคคลหรือระบบ ชั้นความลับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เราวางระบบไว้ โดยทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA คือ วางระบบเปิดปิด เช่น ผู้มารับบริการประสงค์ไม่เปิดเผยข้อมูลก็ปิดในแอพพลิเคชันที่ตัวเองมีอยู่ในหมอพร้อม หรือใน Personal Health Record (PHR) ที่มีอยู่ ก็ไม่มีคนเข้าถึงได้ เว้นแต่อนุญาต เช่น มาเจอหมออนุญาตโดยเสียบบัตรประชาชนเปิดให้ หมอก็ดูได้ ผู้ให้บริการก็เช่นกันสามารถป้องกันข้อมูลตัวเองได้ ในเชิงระบบเราวางมาตรการเฝ้าระวังป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานร่วมกัน
ถามถึงงบประมาณ 300 ล้านบาท สนับสนุนการเดินหน้าใน 4 จังหวัด และอนาคตจะเพิ่มงบประมาณเพื่อรองรับหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า การจะทำให้สำเร็จได้ ปัจจัยนอกจากบุคลากร ความพร้อมเชิงระบบแล้ว เรื่องงบประมาณก็สำคัญ อย่างปีนี้เป็นปีเริ่ม ซึ่งงบประมาณที่เสนอในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 เฉพาะนโยบายบัตรประชาชนรักษาทุกที่ที่เป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยมีในแผนเบิกจ่ายงบประมาณ เสนอรวม 6,200 กว่าล้านบาท ส่วนที่เป็นแผนงานโครงการที่เสมือนเดิม เช่น มะเร็งครบวงจร ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก อยู่ในแผนงานเดิม ก็ใช้งบประมาณไปพลางก่อนของงบปี 2566 ได้ และงบประมาณกองทุนบัตรทองปี 2568 ที่กำลังเข้าสู่สภา เราขอไป 2.3 แสนล้านบาท

ด้าน นพ.ประกาศิต ชมชื่น ผอ.รพ.ชะอำ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานหลังคิกออฟบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ของรพ.ชะอำ พบว่า ผู้ป่วยนอกที่มารับบริการวันที่ 8-11 ม.ค.2567 มีจำนวน 3,613 คน เฉลี่ย 903 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4 สาเหตุที่มารับบริการ คือ ร้อยละ 11 อุบัติเหตุ เช่น หกล้ม มีดบาด ร้อยละ 20 มีความฉุกเฉิน เช่น ปวดท้อง ติดเชื้อทางดินหายใจ เจ็บหน้าอก ร้อยละ 27 มาทำแผลต่อเนื่อง และ ร้อยละ 42 เจ็บป่วยทั่วไปไม่ฉุกเฉิน ทั้งนี้ ประชาชนยืนยันตัวตน Health ID แล้วร้อยละ 42.75 ผู้ให้บริการยืนยันตัวตนแล้ว คือ แพทย์ ร้อยละ 61.11 ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ ครบ 100% แล้ว
ถามว่าลดภาระงานบุคลากรลดลงมากน้อยแค่ไหน นพ.ประกาศิตกล่าวว่า ที่ลดเยอะ คือส่งยา เพราะผู้ป่วยไม่ต้องรอรับที่ห้องยา ระยะเวลารอคอยก็ไม่มี ก็ไปรอที่บ้าน ก็ลดเวลารอคอยของผู้ป่วยด้วย ส่วนอื่นก็จะค่อยๆ ปรับไปเพราะเพิ่งเริ่ม ส่วนอนาคตห้องบัตรหรืออะไรที่เป็นเอกสารก็จะน้อยลง
ถามว่า รพ.ชะอำ สามารถลดเวลารอคอยการรักษาลงมากน้อยแค่ไหน นพ.ประกาศิตกล่าวว่า เมื่อก่อน รพ.ชะอำอาจจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ก็เหลือ 1-2 ชั่วโมง เพื่อกลับได้ช่วงเช้าไม่ต้องถึงบ่าย

