‘บิ๊กแป๊ะ’ เปิดโปลิศ มายด์ อบรมตำรวจ 3.5 พันนาย สะท้อนความคาดหวัง ปชช.เมื่อขึ้นโรงพัก

23.01.17 | 15:45 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 23 มกราคม ห้องรอยัล จูบิลี อิมแพค เมืองทองธานี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ประธานเปิดงานโครงการอบรมแนวทางการดำเนินงานในแนวคิด POLICE MIND “สำนึกในหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และมีจิตพร้อมช่วยเหลือและให้บริการ” ผู้เข้ารับการอบรมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ภ.1 ระดับรองสารวัตร (รอง สว.) และชั้นประทวน ที่ปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามและงานจราจร รวม 3,500 นาย

โปลิศ2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเปิดโครงการมีการเปิดวีดิทัศน์การปฏิบัติหน้าที่รับแจ้งความของหายบนสถานีและการตั้งด่านตรวจของจราจร โดยวีดิทัศน์เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เอาใจใส่ประชาชนที่มาใช้บริการแต่กลับโทรศัพท์นัดผู้หญิงกินข้าว เรียกเสียงหัวเราะให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ารับการอบรม

จากนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวบรรยายว่า ไม่ใช่นักบรรยายเป็นนักปฏิบัติ วีดิทัศน์ที่เห็นนั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่มีเรื่องไม่ว่ากัน แต่ถ้ามีเรื่องก็ว่ากันไป ถ้าท่านทำให้เจ๊งก็ทำตามในคลิป ภัยคุกคามการปฏิบัติหน้าที่คือโลกโซเชียล เดี๋ยวนี้ไวมาก ผลงานที่เกิดจากโรงพัก ไม่มีพวกท่านเราก็เจ๊ง ถ้าท่านทำไม่ดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เจ๊ง เพราะตำรวจต้นทุนต่ำ เราต้องปรับตัวทุกท่าน ต้องเก็บเกี่ยวสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ไปช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก ทำได้เท่าไหร่ทำไป

“อย่างเช่นคลิป 2 ปีผ่านมานำมาออกปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องที่จ้องทำลายองค์กรตำรวจ บ้านตัวเองต้องดูแลปกป้องรักษา ช่วยกันรักษาองค์กร 70-80% อยู่ที่สถานี พวกท่านสบายกว่าตำรวจที่ประจำ ศชต. มีภัยคุกคามหลายอย่าง ทุกอย่างที่นั่นคือกำลังใจ อยากเห็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจแต่งกายเหมือน สห.ของเหล่าทัพ ฝากความหวังไว้dy[ทุกท่าน ที่มาพูดมิใช่มาตำหนิ มีความห่วงใยเป็นกำลังใจให้ทุกคน ผมจะลาออกเมื่อไหร่ไม่รู้ ทุกท่านเป็นกำลังหลักของ บช. ภัยคุกคามคือผลประโยชน์ ลด ละ เลิก ต้องคำนึงถึงองค์กรเป็นหลัก” ผบ.ตร.กล่าว

Advertisement

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ ผู้ริเริ่มไอเดีย “โปลิศ มายด์” กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ปัญหาแรงงาน ปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรม ที่มีแนวโน้มสูงมากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจในแต่ละพื้นที่ ต้องพยายามทุ่มเทกำลังแรงกายและใจในการแก้ปัญหาอาชญากรรม ผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ เช่น งานป้องกันอาชญากรรม งานจราจร งานสอบสวน เกิดความขัดแย้งกับประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่การสื่อสารไม่เข้าใจกัน พนักงานสอบสวนไม่ประสานงานกับหน่วยงานข้างเคียง ไม่แจ้งความคืบหน้าของผลคดีต่อผู้เสียหาย ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ประชาชนรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม จึงเกิดการต่อต้าน เกิดความท้าทาย ไม่เคารพการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากไม่ทำความเข้าใจ ให้ความรู้ หรือสร้างทัศนคติที่ดีต่อกันก็อาจเป็นเหตุรุนแรงมากยิ่งขึ้น จึงจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บช.ภ.1 ประกอบด้วย รอง สว.และชั้นประทวน ที่ปฏิบัติงานป้องกันปราบปราม และปฏิบัติงานจราจรทั้งงานสืบสวน งานจราจร รวมประมาณ 3,500 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมาเข้าอบรมเพื่อให้รับรู้ว่าความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) คืออะไร เช่น เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนขึ้นมาบนสถานีตำรวจ แต่กลับพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เอาใจใส่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมาใช้บริการ และเดินกลับลงไปอย่างสิ้นหวัง ซึ่งต้องตอบข้อสงสัยของประชาชน และรับใช้ตามที่ประชาชนต้องการอะไรจากตำรวจ

ผบช.ภ.1 กล่าวต่อว่า ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาใน บช.ภ.1 อยากทำให้เป็นรูปธรรม ปฏิบัติหน้าที่ได้จริง จึงมีความคิดอยากสอนให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะในระดับชั้นประทวนตั้งแต่เรียนจบออกมาจนถึงปัจจุบันราวประมาณ 20-30 ปี เรียนจบออกมายังไม่มีการอบรม มีอบรมครั้งเดียวในช่วงระยะหนึ่งในระหว่างที่เป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ (นสต.) จากนั้นลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่จริง โครงการที่เกิดขึ้นเป็นแม่แบบจุดประกายเพื่อต่อยอดปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานเห็นแล้วต้องทำได้ เป็นการปรับทัศนคติในการทำงาน ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ แต่ให้ประสิทธิผลที่เพิ่มมากขึ้น ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา บช.ภ.1 เริ่มรับนโยบายไปปรับใช้และเริ่มดูแลช่วยเหลือประชาชนมากขึ้นกว่าหน้าที่ปกติ จนเริ่มมีเสียงชมเชยจากประชาชน ทางโลกโซเชียลมีเดียที่ให้กำลังใจตำรวจจราจรที่ช่วยเหลือหญิงชราในพื้นที่ จ.สระบุรี และฝ่ายป้องกันปราบปราม สภ.เมืองสมุทรปราการ ที่เป็นใบสั่งเตือนภัยที่ตำรวจสายตรวจนำไปติดหน้าบ้าน เมื่อเข้าไปตรวจพบว่าบ้านที่พักอาศัยลืมไม่ได้ล็อกประตูบ้าน หรือรถยนต์จอดในที่เปลี่ยว